วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิวัฒนาการของระบบรัฐแบบยุโรปตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน



วิวัฒนาการของระบบรัฐแบบยุโรปตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย 

รัฐได้ครอบงำการเมืองของโลกมานานกว่า 300 ปี  โดยรัฐเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกภายหลังจากสิ้นสุดระบบศักดินา ความครอบงำของรัฐในการเมืองของโลกสามารถสืบสาวย้อนกลับไปถึงสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย  (Peace of Westphalia) เมื่อปี ค.ศ. 1648

จากสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลียนี้ทำให้สงครามสามสิบปี (Thirty Year’s War) ในยุโรปยุติลงและได้มีการสถาปนาระบบของรัฐอธิปไตยซึ่งปฏิเสธการยอมสยบต่ออำนาจทางการเมืองของพระสันตะปาปาและศาสนจักรโรมันคาทอลิก

ระบบเก่าของอำนาจขององค์สันตะปาปาที่มีเหนือบรรดานครรัฐ (principalities) ต่างๆในยุโรปได้ถูกโค่นล้มลงไปและระบบใหม่ของรัฐปกครองตนเองตามพื้นที่ต่างๆที่ไม่ได้ยอมรับอำนาจเบื้องสูงกกว่าอำนาจของรัฐเองก็ได้บังเกิดขึ้น

การบังเกิดของระบบรัฐมีวิวัฒนาการมาเนิ่นนานหลายศตวรรษ ในขณะที่บรรดาผู้นำก่อนหน้านี้ได้ยอมรับอำนาจของพระสันตะปาปาในกรุงโรมและในบางกรณีก็ถึงกับยินยอมให้ทางศาสนจักรบงการในเรื่องของอาวุธว่าอย่างไหนควรใช้หรืออย่างไหนไม่ควรใช้ในการสงคราม

ระบบรัฐของเวสต์ฟาเลียได้กำหนดให้บรรดาผู้นำของรัฐต่างๆสามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ เมื่อไม่มีอำนาจเบื้องสูงมาบงการการกระทำของพวกเขาหรือมาเป็นผู้ตัดสินระดับความสูงต่ำของพวกเขาอย่างนี้แล้ว บรรดาผู้นำก็จึงมีอิสระที่จะใช้อำนาจของพวกเขาได้อย่างเต็มที่และจะใช้วิธีการใดก็ได้ตามแต่พวกเขาจะเห็นว่าสมควรภายในระบบกว้างๆและเป็นระเบียบปฏิบัติของกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกวางไว้โดยสนธิสัญญาแห่งเวสต์ฟาเลีย

กฎหมายระหว่างประเทศของเวสต์ฟาเลียที่สำคัญ ก็คือ แนวความคิดของความชอบธรรม(legitimacy) อำนาจอธิปไตย(sovereignty) และหน้าที่(duty) 

อำนาจอธิปไตย ที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า legitimacy นี้มีความหมายว่า ทุกรัฐมีสิทธิที่จะดำรงอยู่ และว่า อำนาจของพระมหากษัตริย์ภายในประเทศของพระองค์เป็นทั้งอำนาจสูงสุดและอำนาจอันชอบธรรมของพระองค์ รัฐทั้งหลายสามารถต่อสู้เพื่อจัดระดับสูงต่ำในหมู่ของรัฐต่างๆได้เพียงแต่ว่าจะต้องไม่ถอดถอนผู้นำของฝ่ายที่ต่อต้านออกจากอำนาจเท่านั้นเอง

คำว่า อำนาจอธิปไตย หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า sovereignty นั้น ก็คือ แนวความคิดที่ได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศว่าไม่มีอำนาจที่สูงไปกว่าอำนาจที่รัฐมีอยู่นั้น

บรรดารัฐและพระมหากษัตริย์สามารถที่จะดำเนินเป้าหมายต่างๆที่พวกเขาคิดว่ามีความเหมาะสมได้โดยจะใช้วิธีการใดๆที่พวกเขาจะเลือกก็ได้ และจะไม่มีการยอมรับอำนาจใดๆที่อยู่เหนือกว่าอำนาจของพวกเขา

 แนวความคิดเรื่องอธิปไตยของรัฐนี้เป็นการสลัดพ้นไปจากสมัยก่อนที่ผู้ปกครองของจักรวรรดิโรมันคาทอลิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามคำบงการของพระสันตะปาปา ดังนั้นอำนาจอธิปไตยนี้จึงเป็นการย้ำถึงความสูงสุดของรัฐและปฏิเสธการควบคุมจากภายนอกที่จะเข้ามาควบคุมพวกเขา

อย่างไรก็ดีก็ยังมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่จะมาใช้ควบคุมพฤติกรรมของรัฐและของผู้ปกครอง ภายใต้แนวความคิดของกฎหมายระหว่างประเทศ

และด้วยเหตุที่รัฐต่างๆมีสถานะความมีอำนาจอธิปไตยนี้เอง รัฐต่างๆจึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติด้วย กล่าวคือ มีการตั้งกฎเกณฑ์และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในการประกาศสงครามและในการสู้รบ  กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเคารพในสนธิสัญญาและการเป็นพันธมิตร  กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการรับรองความชอบธรรมของผู้นำคนอื่น และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐอื่น ตลอดจนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูต และการปฏิบัติต่อผู้แทนทางการทูต

นอกจากนั้นแล้ว ระบบกฎหมายระหว่างประเทศแบบเวสต์ฟาเลียก็ยังได้เน้นถึงความชอบธรรม อำนาจอธิปไตย และหน้าที่ที่พึงปฏิบัติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย  สิ่งที่เน้นย้ำไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศแบบเวสต์ฟาเลียนี้ยังมีผลกระทบอย่างมากมายอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

อย่างไรก็ดีคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นศตวรรษที่มีความง่ายกว่าคริสต์ศตวรรษที่ 20  แนวความคิดในเรื่องความชอบธรรม อำนาจอธิปไตย และหน้าที่ตามที่สนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียใช้เป็นฐานนั้นไม่ได้ถูกยอรับในระดับสากลหรือมีความสอดคล้องอย่างมีความหมายอีกต่อไปแล้ว แม้แต่ความหมายของแนวความคิดรัฐก็เลอะเลือนไปตามกาลเวลาและตามการใช้ที่แตกต่างกัน.

-------------------------------------------------------------------------------

ความหมายของรัฐ  ประชาชาติ และประชารัฐ

คำว่า รัฐ (state)  ประชาชาติ (nation) และ ประชารัฐ (nation-state) มักถูกนำมาใช้แทนกันเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

อย่างไรก็ดีทั้ง 3 ศัพท์นี้มีความหมายที่แตกต่างกัน  ในบางบริบทนั้นความแตกต่างในความหมายอาจมีความสำคัญเป็นอย่างมากก็ได้  ดังนั้นการเข้าใจคำจำกัดความที่ถูกต้องของทั้ง3 ศัพท์จึงมีความสำคัญ

คำว่า รัฐ คือ องค์กรทางการเมืองที่เกี่ยวข้องทางด้านภูมิศาสตร์ที่ถูกปกครองโดยอำนาจจากส่วนกลางซึ่งมีความสามารถที่จะสร้างกฎหมาย  กฎเกณฑ์ การตัดสินใจ และที่จะบังคับใช้กฎหมาย กฎเกณฑ์และตัดสินใจภายในดินแดน และ รัฐยังเป็นองค์กรทางกฎหมายที่ได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่าเป็นหน่วยงานการตัดสินใจระดับพื้นฐานของระบบกฎหมายระหว่างประเทศ(อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี) และที่จะสถาปนารูปแบบของรัฐบาลของตนเองซึ่งมีความแตกต่างในแต่ละรัฐ

ประชาชนผู้พำนักอยู่ในดินแดนอาจเป็นหรือไม่เป็นพลเมืองของรัฐนั้นก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายที่ออกโดยรัฐนั้นจะบัญญัติไว้ว่าอย่างไร  แต่ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นพลเมืองของรัฐนั้นหรือไม่ผู้พำนักอยู่ในดินแดนของรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐนั้น

ตรงกันข้าม คำว่า ประชาชาติ ไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันทางด้านภูมิศาสตร์หรือทางด้านกฎหมายตามที่ได้นิยามข้างต้น ประชาชาติคือการรวมกลุ่มของประชาชนซึ่งเห็นว่าพวกตนมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันในบางลักษณะ

ดังนั้นประชาชาติจึงมีข้อกำหนดทางด้านจิตวิทยามากกว่าสิ่งอื่นใด  การรวมกลุ่มของประชาชนซึ่งพิจารณาตนเองว่ามีความเกี่ยวข้องกันทางด้านชาติพันธุ์  ทางด้านวัฒนธรรม  หรือทางด้านอื่นใดก็ดี อาจถูกพิจารณาว่าเป็นประชาชาติได้ ยกตัวอย่างเช่น  ประชาชาติยิวก่อน ค.ศ. 1947 (เมื่อรัฐยิวได้ถูกจัดตั้งขึ้นมา)  พวกยูเครนในอดีตสหภาพโซวียต และชนเผ่าอินเดียในสหรัฐอเมริกา 

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีพวกกลุ่มอื่นๆที่เรียกตนเองว่ากระบวนการปลดปล่อยประชาชาติซึ่งพวกนี้ก็จะพยายามจัดตั้งและเข้าควบคุมบางพื้นที่เพื่อให้กลายเป็นรัฐต่อไป 

องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestine Liberation Organization=PLO) ในตะวันออกกลาง และ กลุ่มเซนเดอโร ลูมิโนโซ (Sendero Lumineso) ในเปรู เป็นตัวอย่างของกระบวนปลดปล่อยประชาชาติเหมือนกัน

ส่วนคำว่า ประชารัฐ  หมายถึง รัฐซึ่งผู้พำนักอาศัยพิจารณาตนเองว่าเป็นประชาชาติ ประชารัฐนี้เป็นองค์การที่เชื่อมโยงกันทั้งทางภูมิศาสตร์และทางกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน  มีประชากรที่พิจารณาทางด้านจิตวิทยาว่าตนเป็นประชากร โดยมีความเกี่ยวข้องกันในทางรูปร่างหรือหน้าตาอย่างใดอย่างหนึ่ง

คำว่า ประชารัฐนี้เป็นคำศัพท์ที่ใหม่กว่าทั้งคำศัพท์ว่า รัฐ หรือ คำศัพท์ว่า ประชาชาติ และสะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมกันระหว่างศัพท์เก่าทั้ง 2ศัพท์เข้าด้วยกันเมื่อไม่นานมานี้เอง

อย่างไรก็ดีหลายประเทศถูกเรียกโดยคำสามัญว่า ประชารัฐ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ในแอฟริกา ดินแดนที่ถูกนำมาอยู่ในรัฐต่างๆส่วนใหญ่ซึ่งได้เอกราชในระหว่างทศวรรษที่ 1950 และทศวรรษปี 1960 ได้ใช้บรรทัดฐานของเขตแดนของอาณานิคมเก่า

ในบางกรณีกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันได้ถูกนำมารวมไว้ในประเทศเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ รัฐเหล่านี้บางรัฐจึงได้ถือว่ามีหลายประชาชาติเป็นประชากรของตน

ส่วนในบางกรณีนั้น กลุ่มชาติพันธุ์ถูกแบ่งแยกโดยอาณาเขตของรัฐและได้ไปเป็นประชากรของหลายรัฐ  ในข้อนี้จะเห็นได้กรณีของอดีตสหภาพโซเวียต  ซึ่งเมื่อว่าโดยทางเทคนิคแล้ว องค์กรทางการเมืองที่มีเปอร์เซ็นต์ของประชาชนมากกว่าหนึ่งสัญชาติสูงมากๆก็ให้ถือว่าเป็นรัฐ (state)ไม่ถือว่าเป็นประชารัฐ (nation-state)

ถึงแม้ว่าจะมีข้อแตกต่างเป็นอย่างมากระหว่างคำศัพท์ รัฐ  ประชาชาติ และประชารัฐ แต่ทั้ง 3 ศัพท์นี้ก็มักถูกนำมาใช้แทนกันอยู่เสมอ

การปฏิบัติเช่นนี้เป็นไปอย่างกว้างขวางจนทำให้นักสังเกตการณ์ลำลองทางด้านกิจการระหว่างประเทศมีความคิดว่า ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างศัพท์ทั้งสามนี้

 แต่สำหรับนักศึกษาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วก็พึงนึกไว้ในใจเสมอว่าทั้งสามศัพท์มีความหมายที่ต่างกัน

----------------------------------------------------------------------------------------

ชาตินิยม

ชาตินิยม (nationalism) มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแนวความคิดของประชาชาติ(nation)  ในรูปแบบพื้นฐานที่สุดของศัพท์นั้น คำว่า ชาตินิยมเป็นพลังทางจิตวิทยาที่ผูกพันผู้ที่มีความเหมือนกันให้มาอยู่ร่วมกัน  ชาตินิยมมีความหมายทั้งในทางความรู้สึกผูกพันกันและกันที่สมาชิกของประชาติมีอยู่ และมีความรู้สึกผูกพันอยู่กับความรู้สึกภาคภูมิใจที่สมาชิกของประชาชาติมีอยู่ในหมู่พวกเขาเองหรือในประชาชาติของพวกเขาเอง

นอกจากนั้นแล้ว ชาตินิยมในหลายกรณีมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐ  หรือกล่าวให้ชัดยิ่งขึ้นก็ว่า ต่อประชารัฐ

แต่ในข้อนี้ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อระบบรัฐแบบเวสต์ฟาเลียได้เริ่มบังเกิดขึ้นในยุโรปในระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น ชาตินิยมไม่ค่อยมีสัมพันธ์กับรัฐมากนัก

พวกพลเมือง(citizen)ของรัฐจะแสดงความจงรักภักดีต่อบุคคลผู้ปกครองประเทศมากกว่า อย่างที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสเคยตรัสว่า  L'Etat, c'est moi ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้าคือรัฐ นั้น นับว่าพระองค์ตรัสถูกต้องแล้ว เพราะอย่างน้อยที่สุดในช่วงนั้นในประเทศต่างๆยุโรปส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นจริงจวบจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18

อย่างไรก็ดีประชาชนผู้อาศัยอยู่ในบางรัฐก็มีความเชื่อว่ารัฐเป็นของพวกเขาพอๆกับที่รัฐเป็นของพระมหากษัตริย์ ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเมื่อประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐได้เริ่มแสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกันมากขึ้นๆแทนที่จะแสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกับพระมหากษัตริย์ ชาตินิยมและประชารัฐสมัยใหม่ก็จึงได้เกิดขึ้น

ชาตินิยมอาจแสดงออกมาได้หลายทาง เช่น ความพยายามที่จะยกมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น  ความพยายามที่จะได้เหรียญทองจำนวนมากกว่าประชาชาติอื่นในกีฬาโอลิมปิก และความพยายามที่จะพิชิตดินแดนที่อยู่ติดกัน ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปรากฏการณ์ของชาตินิยมทั้งนั้น

จากตัวอย่างที่ยกมาแสดงให้เห็นเพียง2-3ตัวอย่างเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้มองเห็นว่า ชาตินิยมอาจมีลักษณะสร้างสรรค์และมีประโยชน์  มีลักษณะเป็นกลางๆ  หรือมีลักษณะการทำลายและเป็นอันตรายก็ได้

ด้วยเหตุที่เป็นพลังทางจิตวิทยาที่ผูกพันประชาชนให้แสดงออกถึงความเป็นพวกเดียวกันนี้ เอง ชาตินิยม จึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในกิจการระหว่างประเทศ นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา

และยิ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 และคริสต์ศศตวรรษที่ 20 ชาตินิยมปรากฏให้เห็นได้ชัดมากในรูปของความต้องการของสมาชิกของประชาชาติที่จะเข้าควบคุมและและปกครองดินแดนที่พวกเขาพำนักอาศัยอยู่นั้น 

ชาตินิยมคือสิ่งที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์หรือแนวโน้มได้หลากหลาย เช่นการปฏิวัติอเมริกัน (American Revolution) ซึ่งเป็นการปฏิวัติที่คนในบังคับของอังกฤษปฏิเสธการปกครองของพระมหากษัตริย์และได้พยายามที่จะปกครองตนเอง

การล่มสลายของจักรวรรดิอาณานิคมของยุโรป ซึ่งในช่วงนั้นประชาชนทั่วโลกได้ต่อสู้เพื่อต่อต้านจักรวรรดิของยุโรปและเรียกร้องการปกครองตนเอง

และล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่จะการปกครองตนเองและไม่ต้องการให้สหภาพโซเวียตปกครอง

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีกด้านหนึ่งของชาตินิยม คือ ชาตินิยมในรูปแบบที่มีความสุดโต่ง ได้แก่ชาตินิยมที่ผูกพันประชาชนซึ่งมีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันให้มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน  สร้างความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลและในสิ่งของต่างๆ และนำพาพวกเขาไปสู่การแสวงหาการปกครองตนเอง 

ชาตินิยมในรูปแบบที่สุดโต่งยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือ  ชาตินิยมที่นำพาประชาขนให้เกิดความรู้สึกว่าพวกเขามีความสูงส่งมากกว่าผู้อื่นและสร้างความปรารถนาที่จะควบคุมและเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น  ให้พวกเขามีความต้องการ ดินแดนและความมั่งคั่ง

ชาตินิยมในรูปแบบที่สุดโต่งเช่นนี้  เป็นหนึ่งในบรรดาแรงขับควบคู่ไปกับแรงขับทางด้านเศรษฐกิจที่อยู่เบื้องหลังการขยายอาณานิคมของยุโรปในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 

นอกจากนั้นแล้ว ชาตินิยมก็ยังก่อให้เกิดการแข่งขันของประชาชาติซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และนำไปสู่การขยายดินแดนของเยอรมันและญี่ปุ่นซึ่งก็ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง

 ไม่ว่าเราจะพูดถึงชาตินิยมนี้อย่างไร  แต่สิ่งสำคัญก็คือชาตินิยมมีความต้องการให้ปัจเจกบุคคลแสดงความรู้สึกเป็นพวกเดียวกับกลุ่มที่ใหญ่กว่า 

กลุ่มที่ใหญ่กว่านี้จะตั้งอยู่บนรากฐานของชาติพันธุ์อย่างที่เกิดในเยอรมนี  ในญี่ปุ่น  ในฝรั่งเศส และที่อื่นๆ แต่ในบางครั้งอย่างในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้น กลับไม่เป็นเช่นดังกล่าว

ในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้นคง  ชาตินิยมสหรัฐอเมริกาก็มี เหมือนกัน แต่ทว่ามันเป็นชาตินิยมแบบหลากหลายชาติพันธุ์และเป็นชาตินิยมแบบพิเศษในทางทฤษฎี คือเป็นความผูกพันกับรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา  เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา และเป็นอุดมการณ์ซึ่งสหรัฐอเมริกาสนับสนุน

จากการที่ได้ตระหนักถึงข้อนี้ รัฐบาลของรัฐหลากหลายชาติพันธุ์ก็จึงมักพยายามผ่องถ่ายความภักดีของพลเมืองของตนจากกลุ่มพวกเดียวกันกลุ่มเดิมนั้นไปยังรัฐแบบใหม่ คือ การสร้างความรู้สึกรัฐนิยม (state nationalism) ขึ้นมา  และเมื่อทำได้เช่นนี้ ก็เท่ากับว่าได้เกิดประชารัฐขึ้นมาแล้ว  แต่ในบางครั้งก็เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าความพยายามเช่นนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่

ในข้อนี้ก็คือในกรณีของอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นเวลาหลายปีมาแล้วรัฐบาลสหภาพโซเวียตและประชาชนส่วนใหญ่ทั่วโลกต่างมีความเชื่อว่าสหภาพโซเวียตได้ สร้างชาตินิยมโซเวียตได้สำเร็จแล้ว และสิ่งนั้นก็คือความรู้สึกความเป็นประชาชาติโซเวียต

แต่ครั้นเมื่อพลเมืองโซเวียตมีอิสระที่จะแสดงความความรู้สึกอย่างแท้จริงออกมามากขึ้นเพราะผลของการปฏิรูปของนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ  ก็เลยเป็นที่แน่ชัดว่าพลเมืองโซเวียตส่วนใหญ่แล้วยังคงมีความรู้สึกเป็นอันเดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ของพวกตนยิ่งกว่าจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสหภาพโซเวียต

ดังนั้นชาตินิยมในแบบเดิมคือการมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ของตนนั่นแหละที่เป็นตัวการก่อให้เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

สิ่งในทำนองคล้ายกันนั้นก็ได้เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียและเชโกสโลวะเกีย ก่าวคือ ในสองประเทศนี้ความจงรักภักดีของชาติพันธุ์มีความเข้มแข็งกว่าความจงรักภักดีที่มีต่อรัฐยูโกสลาเวียหรือรัฐเชโกสโลวะเกีย

 ในกรณีของยูโกสลาเวียนั้น ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ได้นำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ สู่สงครามกลางเมืองและสู่การล้มตายของประชาชนหลายพันคน

ส่วน ในกรณีของเชโกสโลวะเกียนั้น ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ได้นำไปสู่การพูดจาที่ดีต่อกันและการตัดสินใจของประชาชนชาวเช็กและชาวสโลวักที่จะสร้างประชารัฐแยกออกจากกัน 2 รัฐจากที่เคยเป็นรัฐเดียวแต่มี 2 ประชาชาติอยู่ด้วยกัน

ในทศวรรษปี 1990 แรงผลักดันของชาตินิยมได้เจริญเติบโตอยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วทั้งโลกในหลายรัฐ ซึ่งบางรัฐเคยเป็นประชารัฐมานานแต่ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์มีพลังเข้มแข็งขึ้นมาใหม่ จึงก่อให้เกิดปัญหาว่ารัฐเก่าเหล่านี้จะอยู่รอดต่อไปเหมือนอย่างในปัจจุบันได้หรือไม่

นอกจากรัฐต่างๆที่ได้นำมาอภิปรายแล้วนั้น ก็ยังมีรัฐอื่นๆอีก เช่น เบลเยียม แคนาดา อินเดีย อิรัก สเปน และตุรกี ต่างก็ถูกท้าทายโดยกลุ่มประชาชาติภายใน  ประชาติเหล่านี้บางกลุ่มเรียกตัวเองว่า ขบวนการปลดปล่อยแห่งประชาชาติซึ่งพยายามที่จะแยกตัวออกมาจัดตั้งประชารัฐที่มีเอกราชเป็นของตัวเอง

ดังนั้นชาตินิยมจึงเป็นพลังที่มีอานุภาพในกิจการระหว่างประเทศ ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน  ชาตินิยมเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของระบบรัฐระหว่างประเทศของทุกวันนี้  แต่ชาตินิยมก็ไม่จำเป็นว่าจะเป็นพลังที่ให้การสนับสนุนสถานภาพเดิม status quo)เสมอไป แต่เป็นพลังที่มีอานุภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงในวิวัฒนาการของระบบรัฐระหว่างประเทศ.

--------------------------------------------------------------------------------------

วิวัฒนาการของระบบรัฐถึงปี ค.ศ. 1870

ระบบรัฐตามข้อตกลงสันติภาพเวสต์ฟาเลีย (Westphalian system of states) เป็นระบบของยุโรปที่ได้แพร่หลายต่อไปยังทั่วทุกมุมโลก อย่างไรก็ดีแม้แต่ในช่วงก่อนที่ระบบรัฐแบบนี้จะตั้งมั่นอยู่ในยุโรป มหาอำนาจยุโรปก็ได้เริ่มแพร่ขยายจักรวรรดิของตนออกไปไปสู่ภายนอกแล้ว  ในช่วงเริ่มต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 17 นักผจญภัยชาวดัตช์  ชาวอังกฤษ  ชาวฝรั่งเศส  ชาวโปรตุเกส  และชาวสเปนได้เดินทางไปสำรวจทุกทวีปที่มีผู้คนพำนักอาศัยเรียบร้อยแล้ว ประเทศเมืองแม่ของพวกเขาก็ได้ติดตามการสำรวจของพวกเขาไปและได้ใช้แสนยานุภาพทางทหารสร้างจักรวรรดิอาณานิคมในภาคโพ้นทะเลขึ้นมา

จักรวรรดิรอบแรก

รัฐต่างๆในยุโรปเกือบจะทุกรัฐได้สร้างจักรวรรดิของตนขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษที่ 16 คริสต์ศตวรรษที่ 17 และคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่ง  ความมีอำนาจ และความมีเกียรติภูมิของตน จักรวรรดิอาณานิคมที่กว้างใหญ่ไพศาลได้ถูกสร้างขึ้นทั้งในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และทองคำ เงิน ผ้าขนสัตว์ ตลอดจนความมั่งคั่งรูปแบบต่างๆก็ได้หลั่งไหลจากโลกใหม่กลับไปยังราชสำนักต่างๆของพระมหากษัตริย์ของยุโรป

รูปแบบทั่วไปของการล่าอาณานิคมได้ถูกนำไปปฏิบัติโดยรัฐต่างๆในยุโรปเกือบจะทุกรัฐ ภายหลังจากที่ผู้ผจญภัยได้พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ในการเดินทาง หรือได้พิสูจน์ถึงความมีอยู่ของดินแดนแห่งใหม่(สำหรับชาวยุโรป) พวกพ่อค้าชาวยุโรปก็ได้ตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ของผลกำไรทางด้านการค้า ทางรัฐบาลของรัฐต่างๆยุโรปก็ได้ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของการเพิ่มพูนอำนาจ ความมั่งคั่งและการส่งเสริมสถานะของตนในการแข่งขันระหว่างรัฐ ก็ได้รีบอ้างเอาดินแดนใหม่ว่าเป็นอาณานิคมของตน  รวมทั้งได้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่บริษัททางการค้าต่างๆให้ทำการสำรวจและพัฒนาโอกาสเพื่อความมั่งคั่งต่อไป ความขัดแย้งระหว่างรัฐเกี่ยวกับการยึดครองอาณานิคมก็ได้เกิดขึ้นและกำลังทางเรือและทางบกซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใช้ขับเคลื่อนจักรวรรดิต่อไป

ปรัชญาทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การสร้างจักรวรรดิในรอบแรกนี้ คือ ลัทธิพาณิชยนิยม (Mercantilism) และลัทธิพาณิชยนิยมนี้ซึ่งสอนว่าอำนาจของรัฐมาจากความมั่งคั่งและผู้สอนคือ ฌ็อง-บาติสต์ กอลแบร์ (Jean Baptiste Colbert )รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 14 แห่งฝรั่งเศส การที่จะสร้างอำนาจสูงสุดได้นั้นก็จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้มีความมั่งคั่งให้มากที่สุด ทองคำ เงิน และผ้าขนสัตว์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ผู้ปกครองทั้งหลายในสมัยนั้นพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นพอๆกันที่จะต้องให้ดุลการค้าได้เปรียบ กล่าวคือ ให้การให้การส่งออกสินค้ามากกว่าที่จะนำเข้าสินค้า อาณานิคมจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะเป็นทรัพยากรที่มีค่าเท่านั้นแต่ก็ยังเป็นตลาดสำหรับจำหน่ายสินค้าที่เรียกในภาษาเศรษฐศาสตร์ว่าตลาดเชลย (captive market) อีกด้วย

หากว่าลัทธิพาณิชยนิยมให้คำอธิบายถึงเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์สำรับจักรวรรดิรอบแรกดังกล่าวมาแล้ว แต่นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์-เทคนิคในการเดินเรือและการขนส่งตลอดจนในการทหารก็เป็นคูณปการต่อขีดความสามารถ ในทางการเดินเรือนั้นก็มีการใช้เข็มทิศการเดินเรืออย่างกว้างขางเพื่อให้เส้นทางการเดินเรือมีความถูกต้องและแม่นยำ  ส่วนการพัฒนาใบเรือรูปสี่เหลี่ยมที่พาดขวาง (square-rigged) ในยุโรปก็ได้ช่วยให้เรือแล่นกินลมและมีที่บรรทุกส่งสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น ประจวบกับมีการนำเอากระสุนดินดำและปืนใหญ่มาติดตั้งไว้บนเรือใบชนิดดังกล่าวเข้าไปด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้มหาอำนาจในยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)มีเรือใบที่มีอำนาจในการยิงพอที่จะสยบเรือของฝ่ายศัตรูที่อยู่ตามชายฝั่งได้อย่างสบาย นวัตกรรม-เทคนิคเหล่านี้และอย่างอื่นๆที่มักถูกมองข้ามได้ทำให้ชาวยุโรปสามารถเดินทางท่องเที่ยวออกไปพ้นจากทวีปที่เป็นบ้านของตนและได้นำสิ่งจำเป็นสำหรับเลี้ยงชีวิตตลอดจนขีดความสามารถทางการทหารลงไปในเรือนี้ไปกับพวกเขาด้วย

การโจมตีต่อความชอบธรรมทางกฎหมาย

เมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ปรัชญาลัทธิพาณิชยนิยมได้มีความนิยมลดลงและได้ค่อยๆถูกแทนที่โดยระบบการค้าระหว่างประเทศอีกอย่างหนึ่งที่เน้นในเรื่องการค้าเสรี(free trade)  กล่าวว่า การค้าที่รัฐบาลเข้าแทรกแซ.น้อย หรือไม่เข้าแทรกแซ.เลย ระบบใหม่นี้ได้ถูกนำมาเสนอโดย Adam Smith ในหนังสือของเขาเรื่อง Wealth of Nations อาดัม สมิท มีความเห็นว่า ทองแท่ง(Bullion) ไม่ได้เป็นตัวกำหนดของอำนาจและเกียรติภูมิของชาติ แต่ทว่าเงินทุน(capital)และสินค้า(goods) ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดอำนาจและเกียรติภูมิของชาติ

เมื่อได้นำการให้เหตุผลแบบพาณิชยนิยมออกไปแล้ว การมีอาณานิคมก็เลยมีความสำคัญลดน้อยลง แต่รัฐในยุโรปก็ยังคงมีจักรวรรดิในภาคโพ้นทะเลของตนอยู่ต่อไป เพียงแต่ว่าพวกเขาได้กลายเป็นผู้เหินห่างจากกิจการที่ใช่เรื่องของยุโรปมากยิ่งขึ้น การมีอยู่ของระบบรัฐแบบยุโรปก็ได้ถูกตั้งคำถาม ในครั้งแรกโยการปฏิวัติฝรั่งเศส และต่อมาโดยปฏิวัติของนโปเลียน

ภายหลังจากการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย(Peace of Westphalia) คำตอบต่อคำถามว่าใครคือผู้ปกครองรัฐถูกพิจารณาว่าคือพระมหากษัตริย์ ภายในอาณาเขตของรัฐคำพูดของพระมหากษัตริย์คือกฎหมาย การสืบต่อสันตติวงศ์จะดำเนินการผ่านผู้เป็นพระบิดไปยังพระโอรสและชะตากรรมของรัฐก็จะดำเนินไปตามทักษะและชะตากรรมของพระมหากษัตริย์ หากว่าพระมหากษัตริย์ถูกพิสูจน์ว่าไม่มีความสามารถและไม่มีเจตน์จำนงที่จะใช้อำนาจภายในรัฐและถูกบังคับให้แบ่งปันอำนาจนั้น อย่างที่เกิดขึ้นกับสหราชอาณาจักร ซ฿งเป็นที่ยอมรับของบรรดาราชสำนักของยุโรปตราบเท่าที่ความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์และของรัฐไม่ถูกท้าทาย และตราบเท่าที่การปกครองของพระมหากษัตริย์ไม่ท้าทายความชอบธรรมของกษัตริย์และรัฐอื่นๆ

การปฏิวัติของอาณานิคมอเมริกาเหนือ 13 อาณานิคมของสหราชอาณาจักรและคำประกาศเอกราชของอาณานิคมเหล่านั้นเมื่อปี ค.ศ. 1776 ได้ท้าทายความต่อเนื่องของระบบรัฐแบบเวสต์ฟาเลีย จากการประกาศเอกราชของอาณนิคมดังกล่าว อาณานิคมของอเมริกาเหนือได้ได้ปฏิเสธสิทธิของพระเจ้าจอร์จที่จะปกครองพวกเขา  มีประเทศยุโรปบาประเทศได้ให้คำรับรองคำประกาศเอกราชนี้แต่มีบางประเทศไม่ได้ให้การับรอง  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามอเมริกาเหนืออยู่ห่างไกลออกไปมากและการกระทำของอเมริกาเหนือก็ไม่ได้คุกคามต่อเสถียรภาพของระบบรัฐและผู้นำของยุโรปแต่อย่างใด พอมาถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19  อาณานิคมต่างๆของสเปนในอเมริกาใต้ก็ได้ปฏิบัติตามอเมริกาเหนือโดยได้ประกาศเอกราชของตัวเองบ้าง  ความชอบธรรมทางกฎหมายจึงได้ถูกปฏิเสธทั้งในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ แต่ทว่าความชอบธรรมของรัฐไม่ได้ถูกปฏิเสธแต่อย่างใด ระบบรัฐของยุโรปจึงได้ไปอยู่ในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้

การปฏิวัติในฝรั่งเศส(French Revolution) ก็มีความสำคัญ เพราะว่าฝรั่งเศสตั้งอยู่ในใจกลางของยุโรป และอยู่ในใจกลางของระบบรัฐของยุโรป  พระเจ้าหลุยส์ที่ 16  เป็นรัชทายาทตามกฎหมายที่จะเสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและพระองค์ได้ทรงใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะเช่นเดียวพระมหากษัตริย์ทั้งหลายในราชวงส์ของพระองค์ทรงใช้ภายในอาณาเขตรัฐของพระองค์เองมานานเกือบ 150 ปี การปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี 1789 ได้ปฏิเสธความชอบธรรมของอำนาจตามกฎหมายและได้ยืนยันว่าประชาชนของรัฐเป็นองค์อธิปัตย์กับได้เรียกร้องให้นักชาตินิยมฝรั่งเศสช่วยกันยกฐานะของฝรั่งเศสให้โดดเด่นในยุโรป

ฝรั่งเศสจึงได้กลายเป็นตัวปัญหาที่จริงและรีบด่วนสำหรับรัฐในยุโรปอื่นๆ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารด้วยการถูกบั่นพระเศียร และอาณาจักรแห่งความกลัวก็กระจายไปทั่วฝรั่งเศส เมื่อถึงปี ค.ศ. 1812  ภายหลงจากทหารได้รับชัยชนะทั่วยุโรปนั้น  นโปเลียน โบนาปาร์ต ก็ได้เป็นพระจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส

ความฝันของนโปเลียนก็คือต้องการสร้างจักรวรรดิโรมันอีกแห่งหนึ่งในยุโรป หากว่า การปฏิวัติในฝรั่งเศสได้ท้าทายความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์ทั้งหลายที่จะปกครอง  จักรพรรดินโปเลียนทรงคุกคามความมีอยู่ของแนวคิดของรัฐ  ภายหลังจากที่ได้ทรงสถาปนาจักรวรรดิของพระองค์เกือบทั่วยุโรปตะวันออกแล้ว  จักรพรรดินโปเลียนก็ได้ทรงขยายจักรวรรดิของพระองค์ต่อไปโดยได้โจมตีรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1812  เมื่อทรงพ่ายแพ้เพราะอากาศหนาวเย็นของรัสเซียแล้วนั้นจักรววรรด์ของจักรพรรดนโปเลียนก็ได้เสื่อมลง และภายใน 3 ปีต่อมารัฐต่างๆที่รวมตัวกันเป็นพันธมิตรก็ได้ทำลายจักรวรรดิของนโปเลียนได้ในที่สุด ความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายของจักรพรรดินโปเลียนคือความพ่ายแพ้ที่วอเตอร์ลูในปี ค.ศ. 1815

ในยุโรปตอนนี้ความชอบธรรมได้ถูกนำมารื้อฟื้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง และระบบรัฐได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งอีกเช่นกัน แต่ทว่าในบางรัฐลัทธิขาตินิยม(nationalism) ได้ถูกนำมาโยงเข้ากับรัฐและยุสมัยแห่งประชารัฐ(nation-state)สมัยใหม่ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นมา

จักรวรรดิรอบที่ 2

ภายหลังจากการพ่ายแพ้ของจักรพรรดนโปเลียนแล้ว รัฐต่างๆในยุโรปยกเว้นก็แต่สหราชอาณาจักรก็ได้เข้ามาร่วมอยู่ในองค์การี่เรียกว่า Concert of Europe ซึ่งเป็นองค์การที่ต้องการรักษาและคุ้มครองรัฐและความชอบธรรม องค์การนี้ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางเป้นเวลาครึ่งศตวรรษ(50 ปี) ในขณะเดียวกันนั้นทางสหราชอาณาจักรก็ทำหน้าที่เป็นรัฐอิสระที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลระหว่างรัฐของยุโรปทั้งหลาย

พอถึงปี ค.ศ. 1870 กระแสการสร้างจักรวรรดิรอบที่ 2 ก็ได้ไหล่บ่าเข้าไปทั่วยุโรป ตลอดจนถึงสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น คำอธิบายสำหรับการเกิดกระแสของจักรวรรดิรอบที่ 2 นี้มีแตกต่างกันออกไป

ทางนักประวัติศาสตร์ทางการทูตและต่อมาทางนักสัจนิยมทางการเมืองบอกว่า การเมืองแบบดั้งเดิมได้เข้ามามีบทบาท โดยมีแนวความคิดว่า รัฐจะต้องพยายามปรับปรุงสถานะของตนเองให้อยู่ในระดับสูงในระบบระหว่างประเทศ หรือไม่ก็ก็พยายามที่จะดำรงไว้ซึ่งดุลอำนาจของยุโรป เลนินมีความเชื่อว่าจักรวรรดินิยม(imperialism) เป็นเพียงขั้นตอนสุดท้ายของทุนนิยม(capitalism)  ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความจำเป็นของทุนนิยมที่จะขยายตลาดให้กว้างขวางขึ้น ให้ได้ทรัพยากรที่มีราราถูกลง และให้ได้แรงงานที่มีราคาถูกกว่าเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตามที พอถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 รัฐในยุโรปต่างๆก็ได้หันมาสร้างจักรวรรดิอาณานิคมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

จักรวรรดิอาณานิคมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมหาอำนาจทางการทหาร พอถึงปี ค.ศ. 1900 เกือบทั่วทั้งทวีปแอฟริกายกเว้นเฉพาะไลบีเรียและเอธิโอเปียได้ถูกแบ่งโดยรัฐในยุโรป 7 รัฐ ส่วนในเอเชียซึ่งรวมทั้งอาณาจักรส่วนในของจีนก็ได้ถูกแบ่งแยกออกจากกัน  จักรวรรดิอังกฤษมีความโดดเด่นมาก ทั้งนี้โดยใน ค.ศ. 1900 สหราชอาณาจักรได้เข้าครอบครองพื้นที่ของโลกถึง 1 ใน 5 และครอบครองประชากรของโลกถึง 1 ใน 4

รัฐที่ไม่ได้อยู่ในยุโรปก็ได้เข้าร่วมในการสร้างอาณาจักรอาณานิคมนี้ด้วย โดยสหรัฐอเมริกาได้ผนวกฮาวาย  ได้เช่าเขตคลองปานามา (Panama Canal  Zone) โดยไม่มีกำหนดความสิ้นสุดของการเช่าจากปานาซึ่งเป็นรัฐที่สหรัฐอเมริกาสร้างขึ้นมาเอง  ได้ฟิลิปปินส์จากสเปน  และให้เอกราชแก่คิวบาโดยได้เพิ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคิวบาให้มีใจความยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางทหารในกิจการของคิวบาได้เมื่อสหรัฐอเมริกาเห็นว่ามีความจำเป็น  ในขณะเดียวกันนั้นเอง ทางญี่ปุ่นก็ได้เกาหลีและไต้หวัน จักรวรรดินิยมก็จึงได้กลายเป็นเรื่องปกติของยุคนั้นไปและระบบประชารัฐในแบบของยุโรปก็ได้ครอบงำกิจการระหว่างประเทศ ด้วยประการฉะนี้แล.

-------------------------------------------------------------------------

วิวัฒนาการของระบบรัฐช่วงระหว่าง ค.ศ.  1870-ปัจจุบัน

ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20 สถานะของประชารัฐในกิจการระหว่างประเทศมีความมั่นคงและระบบรัฐระหว่างประเทศก็มีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตามสิ่งปรากฏให้เห็นแค่เพียงภาพลวงตาเท่านั้น แต่ภายใต้ของพื้นผิวที่สงบของระบบรัฐของยุโรปได้มีพลังต่างๆที่ในไม่ช้าได้ก่อหวอดของสงครามโลกครั้งที่ 1

การแพร่กระจายของรัฐในครั้งแรก

คลื่นที่สองของการขยายดินแดนในแบบจักรวรรดินิยมได้นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของบรรดารัฐผู้เป็นเจ้าของอาณษนิคมและได้เพิ่มการแข็งขันในหมู่ของรัฐในยุโรปมากยิ่งขึ้น ปรากฏการณ์ที่สำคัญคัญอย่างหนึ่งของการแข่งขันกันนี้ก็คือการแข่งขันด้านอาวุธในหมู่มหาอำนาจในยุโรป  โยส่วนใหญ่แล้วการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและเพื่อดินแดนได้ถูกจำกัดอยู่ในเอเชียและแอฟริกา  แต่ในบางคราวก็มีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนเกิดขึ้นในยุโรปด้วยเช่นกัน หลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อปรัสเซียในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1870 แล้ว ปรัสเซียก็ได้ผนวกเอาจังหวัด Alsacce-Lorraine ของฝรั่งเศส การผนวกดินแดนในครั้งนี้และการพ่ายแพ้ทางทหารของฝรั่งเศสได้สร้างความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อเกียรติภูมิของฝรั่งเศส และสร้างความรุ้สึกต้องการแก้แค้นขึ้นภายในประชาชาติฝรั่งเศส นอกจากนี้แล้วในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักวรรดิออตโตมานตลอดจนในรัสเซียของพระเจ้าซาร์กลุ่มประชาชาติต่างๆได้เพิ่มการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของประชาติของตนจากจักรวรรดิของราชวงค์ที่ประกอบด้วยหลายประชาชาติเก่าที่ยังเหลืออยู่และที่ล่มสลายไปแล้ว

ในยุโรปการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นในระบบรัฐ  กล่าวคือได้เกิดสมาชิกใหม่ของระบบรัฐ ในระหว่างครึ่งแรกของศตวรรษก่อนที่จะเริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวนของรัฐในยุโรปได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 15 รัฐเป็น 25 รัฐ  การแพร่กระจายของรัฐเกิดขึ้นใน 2 ทางด้วยกัน คือ ในทางแรกนั้น คือ อย่างในกรณีของอัลเบเนีย และเซอร์เบียนั้น รัฐใหม่เกิดขึ้นเพราะกลุ่มประชาชาติต่างๆแตกออกมาจากจักรวรรดิเก่า

ในทางที่ 2 นั้น ก็อย่างในกรณีของเยอรมนีและอิตาลีนั้น หน่วยทางพื้นที่ขนาดเล็กกว่าได้รวมตัวกันเป็นประชารัฐสมัยใหม่ เมื่อมีการแพร่หลายของประชารัฐเกิดขึ้นเช่นนี้ ประเทศต่างๆในยุโรปซึ่งนำโดยประเทศที่มีอำนาจทางด้านการทหารมากๆก็ได้หาทางปกป้องตนเองและ ทรัพย์สมบัติของตน และเพื่อที่จะธำรงไว้ซึ่งการแบ่งสรรปันส่วนอำนาจที่มีอยู่เดิมในยุโรป หรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงระบบเสียใหม่ใหม่โดยสถาปนาเครือข่ายของพันธมิตรซึ่งกระจายอยู่ทั่วยุโรปที่มีลักษณะยืดหยุ่นให้มีความกระชับมากขึ้นตลอดจนถึงในพื้นที่ที่อยู่นอกพื้นที่ยุโรปเพราะผลของการมีอาณานิคมอยู่ตามที่ต่างๆ

กลุ่มพันธมิตร(alliance) เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐของยุโรปมานานแล้ว  อย่างไรก็ดีในอดีตพันธมิตรมีลักษณะยืดหยุ่น

ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรมันนำตัวเองไปเข้าฝ่ายกับประเทศต่างๆอยู่เป็นประจำ ตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

ในความพยายามที่จะรักษาไว้ซึ่งการแบ่งสันปันส่วนของอำนาจตามที่เป็นอยู่นั้น(ซึ่งตามปกติแล้วฝ่ายที่ได้เปรียบก็คือ

สหราชอาณาจักร)

กลุ่มพันธมิตรสำคัญ 2 กลุ่มในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็คือ กลุ่มพันธมิตร Triple Entente ประกอบด้วยสหราช

อาณาจักร  ฝรั่งเศส และรัสเซีย กับกลุ่มพันธมิตร Triple Alliance อันประกอบด้วยเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี กลุ่มพันธมิตรทั้ง 2 กลุ่มนี้มีลักษณะที่กระชับ นอกจากนั้นแล้วหลายรัฐในกลุ่มพันธมิตรทั้ง 2 กลุ่มนั้นมักผูกพันกันด้วย

สนธิสัญญาลับกับรัฐอื่นที่ไม่ได้อยู่ทั้งในกลุ่มพันธมิตร Triple Entente และกลุ่มพันธมิตร Triple Alliance
เหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยเรื่องมีอยู่ว่า ได้มีการลอบสังหาร Archduke Ferdinand แห่งออสเตรีย-ฮังการีที่เมืองซาราเจโว (Sarajevo) หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทางออสเตรีย-ฮังการีได้เรียกร้องให้เซอร์เบียยินยอมให้ออสเตรีย-ฮังการีเข้าไปในเซอร์เบียเพื่อค้นหาตัวผู้ลอบสังหารแต่ฝ่ายเซอร์เบียปฏิเสธคำขอนั้น  

ทางออสเตรีย-ฮังการีได้ตระเตรียมการเดินทัพเข้าไปในเซอร์เบียแม้ว่าเซอร์เบียร์จะปฏิเสธคำขอก็ตาม ข้างรัสเซียซึ่งมีข้อผูกพันตามสนธิสัญญาลับในการป้องกันเซอร์เบียก็ได้เริ่มเรียกระดมพล  พระเจ้าซาร์  นิโคลาสในตอนแรกทรงมีคำสั่งเรียกระดมพลเพียงบางส่วนของกองทัพรัสเซีย โดยทรงมุ่งหวังว่าเพียงแค่จะทรงแสดงท่าให้ทางฝ่ายออสเตรีย-ฮังการีเห็นว่ารัสเซียจะปกป้องเซอร์เบียเท่านั้นเอง แต่ทว่าผู้นำทางทหารของรัสเซียได้กราบทูลพระองค์ว่าการเรียกระดมพลเพียงบางส่วนเป็นการกระทำที่ขยักขย่อน และได้กราบทูลให้พระองค์ทรงเรียกระดมพลเต็มที่อย่างฉับพลันเพราะการเรียกระดมพลของอัตราทำได้ช้ากว่ามหาอำนาจอื่น

พระเจ้าซาร์ นิโคลาสจึงได้ทรงกระทำตามคำกราบทูลของฝ่ายทหารดังกล่าว ข้างเยอรมนีเมื่อเห็นรัสเซียประกาศระดมพลก็ได้เริ่มระดมพลของตนเองบ้าง  ในขณะเดียวกันนั้นเองทางออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งกลัวว่าเยอรมนีจะหักหลังไม่ยอมเข้ามาช่วยออสเตรีย-ฮังการีในกรณีที่ออสเตรีย-ฮังการีมีความขัดแย้งกับรัสเซีย ก็จึงได้ปฏิเสธที่จะตอบสนองต่อการติดต่อทางการทูตอย่างรีบด่วนจากเยอรมนีและได้กรีธาทัพเข้าไปในเซอร์เบีย สงครามโลกครั้งที่ 1 จึงได้เริ่มต้นขึ้น

ความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ทำลายล้างชีวิตทั้งเพศชายและเพศหญิงทั่วทุกหนทุกแห่ง  การทำลายล้างจนเลือดนองแผ่นดินไปทั่วดำเนินไปเป็นเวลา 4 ปี มีการประจานฝ่ายโน้นบ้างหรือฝ่ายนี้บ้างว่าเป็นผู้ก่อสงครามขึ้นอยู่กับว่ากันไปว่าฝ่ายไหนใช้รูปแบบแบใดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเป็นบรรทัดฐาน 

ภายหลังสงครามยุติลงแล้ว มาตรการทั้งหลาย เช่น ระบบความมั่นคงร่วมกัน กฎหมายระหว่างประเทศ  และการควบคุมอาวุธได้ถูกนำเสนอเพื่อใช้เยียวยาความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามสมัยใหม่  แต่ทว่าแนวคิดหนึ่งเดียวที่มีพลังมากที่สุดที่เกิดจากสงคราม ก็คือหลักการของการตัดสินชะตาของตนเองแห่งประชาชาติ(national self-determination) ซึ่งเสนอโดยประธานาธิบดีวูดโรว์  วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้หลักการนี้ประชาชาติจะเป็นผู้กำหนดว่าใครคือผู้ที่จะมาปกครองพวกเขา ในทางทฤษฎีนั้น การปกครองตนเองจะช่วยลดความต้องการรุกรานเพื่อขยายดินแดนและทำให้เกิดสงครามได้น้อย และการตัดสินอนาคตของตนเองนี้ก็ยังจะช่วยส่งเสริมให้จำนวนของประชารัฐ(nation states) เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

จากผลของการยอมรับหลักการการตัดสินชะตากรรมของตนเองนี่เอง จึงทำให้จำนวนของประชารัฐก้าวกระโดดมากขึ้นกว่า 35 รัฐในช่วงทศวรรษปี 1930 รัฐใหม่ 6 รัฐ คือ ออสเตรีย เชโกสโลวะเกีย  ฮังการี  โปแลนด์  โรมาเนีย และยูโกสลาเวีย ได้ถูกสร้างขึ้นจากจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีเก่า และก็ยังมีรัฐอื่นๆที่ถูกแยกออกมาจากจักรวรรดิรัสเซีย และจักรวรรดิรัสเซียก็พัฒนาการต่อมาเป็นสหภาพโซเวียต ภายใต้ระบบอาณัติของสันนิบาตชาติ บรรดาดินแดนที่เยอรมันเคยยึดเป็นอาณานิคม และดินแดนที่เคยอยู่ในอดีตจักรวรรดิออตโตมาน ต่างก็ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชารัฐโดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการปกครองตนเองและการสร้างรัฐใหม่เพิ่มขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้เองในแอฟริกานั้น สหราชอาณาจักรจึงได้รับพื้นที่ส่วนใหญ่ของตันกันยิกาและแบ่งคาเมรุนและโตโกแลนด์กับฝรั่งเศส ส่วนสหภาพแอฟริกาใต้ก็เป็นดินแดนอาณัติแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้  สำหรับในด้านตะวันออกกลางนั้น  ฝรั่งเศสได้ซีเรียไป ส่วนอิรัก ทรานจอร์แดน และปาเลสไตน์ตกเป็นของสหราชอาณาจักร ส่วนในด้านแปซิฟิก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่นได้ผลประโยชน์จากระบบอาณัติของสันนิบาตชาติ สงครามโลกครั้งที่ 1 จึงได้ทำให้ระบบรัฐเกิดการสั่นสะเทือนและก็ยังเป็นการขยายพืชพันธุ์ให้แก่การแพร่หลายของประชารัฐเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคตอีกด้วย

การโจมตีต่อความชอบธรรมของกระฎุมพี

ในขณะที่การล่มสลายของการปกครองแบบราชวงศ์ในออสเตรีย-ฮังการีและจักรวรรดิออตโตมานได้กรุยทางไปสู่การก่อตั้งประชารัฐแบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้นนั้น การล่มสลายของรัสเซียของพระเจ้าซาร์ได้นำไปสู่การก่อตั้งรัฐที่ประกาศตนเองว่าลักษณะทางพื้นฐานที่ใหม่ พระเจ้าซาร์ นิโคลาสที่ 2 ได้ทรงสละราชบัลลังก์ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 พระองค์ได้ถูกแทนที่โดยรัฐบาลเฉพาะกาลซึ่งต้องการที่จะรักษารัสเซียไว้ในระหว่างสงครามและวางแผนว่าจะให้มีการเลือกตั้งเสรีตามรูปแบบของประชาธิปไตยเพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ทว่าในปี ค.ศ. 1917 พรรคบอลเชวิกภายใต้การนำของ วี. ไอ.เลนิน ได้เข้ายึดอำนาจและประกาศการจัดตั้งรัฐโซเวียตภายใต้การควบคุมของชนชั้นกรรมาชีพของรัสเซีย

ลัทธิบอลเชวิกนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของลัทธิมาร์กซิสต์ของรัสเซีย พวกมาร์ซิสต์มีความเห็นว่า ประวัติศาสตร์ทั้งปวงล้านเป็นการบันทึกของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นทั้งนั้น และรัฐเป็นเพียงเครื่องมือที่ชนชั้นที่แข็งแรงที่สุดใช้เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถานะของตนและเอารัดเอาเปรียบชนชั้นที่อ่อนแอกส่า ภายใต้ระบบทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยทางด้านการผลิตนั้น ชนชั้นที่เข้มแข็งที่สุดประกอบด้วยบุคคลทั้งหลายที่เป็นเจ้าของปัจจัยทางด้านการผลิต หรือพวกกระฎุมพี(bourgeoisie)  ดังนั้นพวกกระฎุมพีนี้จึงใช้รัฐเพื่อดำรงไว้ซึ่งสถานะแห่งอำนาจของตนและเอารัดเอาเปรียบชนชั้นผู้ใช้แรงงาน หรือชนชั้นกรรมาชีพ(proletariat) เลนินจึงได้บอกว่าลัทธิทุนนิยม(capitalism) จะนำไปสู่จักรวรรดินิย(imperialism) และสงคราม(war)โดยตรง เลนินได้สรุปว่า เมื่อโค่นล้มลัทธิทุนนิยมได้แล้วการเอารัดเอาเปรียบกัน ลัทธิจักรวรรดินิยม และสงครามก็จะหายไป

พรรคบอลเชวิกซึ่งในที่สุดแล้วก็ได้กลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต ได้ประกาศตนเองว่าเป็นโฆษกของชนชั้นกรรมาชีพของรัสเซีย เลนินและพรรคของเขาถือว่า การยึดอำนาจของพวกเขาได้สำเร็จครั้งนี้เป็นตัวอย่างในครั้งแรกว่าชนชั้นกรรมาชีพได้เข้าควบคุมรัฐ ในรัสเซียพวกบอลเชวิกมีความเชื่อว่าการปกครองที่ไม่ชอบธรรมของชนชั้นกระฎุมพีได้สิ้นสุดลงแล้วและการการเอารัดเอาเปรียบของมนุษย์โดยมนุษย์ก็จะยุติลง พวกบอลเชวิกบางคนคาดหวังว่า การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพนี้คงจะเกิดขึ้นทั่วยุโรป  ในเยอรมนี และฮังการี รัฐบาลมาร์กซิสต์ยึดอำนาจได้ในช่วงเวลาสั้นๆแต่ในไม่ช้าก็ได้ถูกโค่นล้ม ด้วยเหตุนี้สหภาพโซเวียตจึงเป็นรัฐสังคมนิยมเพียงรัฐเดียวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1  หรืออย่างที่เลนินพูดไว้ว่า รัฐรูปแบบใหม่เพียงรัฐเดียว”(the only state of new type)  และโจเซฟ สตาลิน ผู้สืบทอดคนต่อมาของสตาลิน ได้ตีความในข้อนี้นี้ว่าเป็นวงล้อมของลัทธิทุนนิยม(capitalist encirclement) “

ข้างผู้นำของรัฐอื่นๆมีความเห็นว่ารัฐรูปแบบใหม่นี้เป็นภัยคุกคามที่ใหม่และมีความรุนแรงต่อประชาคมระหว่างประเทศจึงได้ทำการปราบปรามรัฐที่ว่านี้ พวกผู้นำเหล่านี้ได้ขยายการสนับสนุนที่เคยให้อย่างจำกัดแก่กลุ่มชาวรัสเซียที่ทำการต่อต้านบอลเชวิกและกลุ่มเล็กๆของชาวยุโรปตะวันตก กำลังรบของสหรัฐอเมริกาและของญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในจักรวรรดิเดิมของพระเจ้าซาร์ อย่างไรก็ตามภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว ไม่มีรัฐใดที่เข้าไปแทรกแซงเอจริงเอาจังกับความขัดแย้งนี้และในที่สุดก็ได้ถอนกำลังออกมา

การโฆษณาชวนเชื่อและการกระทำของสหภาพโซเวียตได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่รัฐอื่นๆ การโฆษณาชวนเชื่อของสหภาพโซเวียตได้ยืนยันถึงความเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลที่เอารัดเอาเปรียบของรัฐอื่นๆ และได้เรียกร้องให้ชนชั้นกรรมาชีพของชาติอื่นๆได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านผู้กดขี่ข่มเหงของพวกเขา ในปี ค.ศ. 1920 กองกำลังของบอลเชวิกได้รุกรานโปแลนด์และพยายามที่จะสถาปนาเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ”(proletariat dictatorship)ที่นั่นแต่กระทำได้ไม่สำเร็จ

แม้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อและการกระทำของสหภาพโซเวียตจะลดแนวทางปฏิวัติลงมาบ้างในช่วงทศวรรษปี 1920 แต่ความเป็นศัตรูกันก็ยังคงมีอยู่ระหว่างสหภาพโซเวียตกับรัฐอื่นๆตลอดช่วงทศวรรษปี 1920 และทศวรรษปี 1390 ความชอบธรรมของกระฎุมพีจึงได้ถูกท้าทายและรัฐแบบใหม่ตามที่กล่าวอ้างเอาเองก็ได้เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต ข้อเท็จจริงนี้จะมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่ออนาคตของระบบรัฐระหว่างประเทศ

ในทำนองเดียวกันนี้ ในเยอรมนีก็มีรัฐที่อ้างว่าเป็นแบบใหม่อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นอีกเหมือนกัน กล่าวคือ ลัทธิสังคมนิยมแห่งชาติ (national socialism) หรือ ลัทธินาซี(Nazism) ได้สอนในเรื่องปรัชญาของการขยายดินแดน ทั้งนี้โดยตั้งอยู่บนรากฐานของทฤษฎีความสูงส่งของเผ่าพันธุ์ (อารยัน) และความด้อยกว่าของคนที่ไม่ใช่คนเยอรมัน   เป็นลัทธิที่โจมตีทั้งต่อคนที่ไม่เป็นคนเยอรมันและต่อระบบประชารัฐ  ทั้งนี้ก็เพื่อจะทำให้ยุโรปและพื้นที่อื่นๆตกเป็นประเทศราชของฮิตเลอร์และอาณาจักรของเขา สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปจึงเป็นผลมาจากการรุกรานของฮิตเลอร์ต่อระบบรัฐในยุโรป

การแพร่กระจายของรัฐในช่วงที่ 2

อย่างที่เคยกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ทำลายจักรวรรดิของยุโรปแบบเก่า คือ ออสเตรีย-ฮังการี รัสเซียของพระเจ้าซาร์ และจักรวรรดิออตโตมาน และได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของรัฐใหม่ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏการณ์คล้ายคลึงกันนั้นก็ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐต่างๆในยุโรปได้ให้เองหรือถูกบีบบังคับให้ต้องให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคมเดิมของพวกเขา  เมื่อถึงปี ค.ศ. 1980 จักรวรรดิของยุโรปก็ได้กลายเป็นอดีตยกเว้นบ้างก็แต่บางดินแดนซึ่งมีประชากรพำนักอาศัยอยู่น้อยกว่า  100,000  คนซึ่งยังขึ้นอยู่กับเจ้าอาณานิคมเดิมอยู่แต่ก็มีเพียง 40 แห่งเท่านั้นเอง

หลังจากจักรวรรดิของเบลเยียม จักรวรรดิของอังกฤษ จักรวรรดิของฝรั่งเศส จักรวรรดิของโปรตุเกส และจักรวรรดิของสเปนได้ล่มสลายไปแล้วนั้น รัฐในรูปแบบของยุโรปก็ได้เกิดขึ้นมาอีกมากมาย จำนวนของรัฐเหล่านี้เพิ่มขึ้นมามากเป็นอย่างยิ่งในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เฉพาะในทวีปแอฟริกาเพียงทวีปเดียวก็ได้มีรัฐใหม่เกิดขึ้นมากกว่า 50 รัฐ  รัฐที่เกิดขึ้นมาใหม่เหล่านี้บางรัฐก็ยังผูกพันอยู่กับเจ้าอาณานิคมเดิมของตน ทั้งนี้ก็โดยเหตุผลทางเศรษฐกิจบ้าง โดยเหตุผลทางด้านจิตวิทยาบ้าง หรือโดยเหตุผลทางด้านวัฒนธรรมบ้าง แต่ก็มีหลายกรณีที่รัฐบาลของดินแดนที่ได้เอกราชใหม่ได้

ปฏิเสธที่จะมีความผูกพันกับเจ้าอาณานิคมเก่า

ดังนั้นลัทธิล่าอาณานิคม (colonialism) ก็จึงเป็นพาหะที่นำไปสู่การแพร่กระจายของรัฐในครั้งที่ 2 นี้ นอกจากนั้นแล้วลัทธิล่าอาณานิคมนี้ก็ยังได้ทิ้งร่องรอยอย่างอื่นเอาไว้อีกเหมือนกัน  กล่าวคือ ดินแดนอาณานิคมเก่า ซึ่งก็คือบรรดารัฐที่ได้รับเอกราชมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ ก็คือประเทศของโลกที่กำลังพัฒนา(Developing World) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าประเทศที่ยากจนของโลกนั่นเอง ถึงแม้ว่าการรับรู้ในเรื่องสาเหตุของความยากจนนั้นจะแตกต่างกันออกไป แต่ผู้สันทัดกรณีบางคนได้ปฏิเสธข้อยืนยันที่ว่า ความไม่เท่าเทียมกันในด้านความมั่งคั่งที่มีอยู่ระหว่างรัฐฝ่ายเหนือ” (คือ รัฐอุตสาหกรรมที่มีมานานและมีที่ตั้งอยู่ในซีกโลกทางด้านเหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป(Northern Hemisphere) กับรัฐฝ่ายใต้” (คือ รัฐของโลกกำลังพัฒนา ที่มีที่ตั้งอยู่ในซีกโลกทางด้านใต้เส้นศูนย์สูตรลงมา (Southern Hemisphere) เป็นทั้งสาเหตุแห่งความวิตกกังวลและความขัดแย้งที่จะบังเกิดขึ้น

ในทำนองเดียวกันนั้นในรัฐที่ได้รับเอกราชใหม่หลายรัฐ เขตแดนของอาณานิคมเก่าก็ได้รับการยึดถือและปฏิบัติตามตั้งแต่รัฐใหม่ได้รับเอกราชมา  ในบางกรณีปรากฏว่า เมื่อปฏิบัติตามแนวของเจ้าอาณานิคมเดิมนั้นแล้ว ประชาชาติ หรือชนเผ่าหนึ่งได้พบว่าพวกตนถูกแยกออกไปอยู่ในหลายรัฐ แต่ในบางกรณีก็ปรากฏว่าประชาชาติ หรือชนเผ่าหนึ่งพบว่าตนเองไปอยู่ในรัฐที่มีหลายเชื้อชาติ กลายเป็นชนกลุ่มน้อย และไม่มีอำนาจที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น ลัทธิอาณานิคมจึงไม่เพียงแต่นำไปสู้การแพร่กระจายของรัฐครั้งที่ 2 เท่านั้นแต่ยังนำมาซึ่งพืชพันธุ์แห่งความไร้เสถียรภาพซึ่งแพร่ระบาดอยู่เป็นอันมากในโลกทุกวันนี้

การแพร่กระจายของรัฐในช่วงที่ 3

เมื่อยุคของการล่าอาณานิคมได้สิ้นสุดลงแล้ว หลายคนได้สรุปว่าจำนวนของรัฐเอกราชในประชาคมระหว่างประเทศในช่วงทศวรรษปี 1980 ได้ถึงจุดสูงสุดที่เสถียรคืออยู่ที่จำนวน 170 รัฐ เพราะว่าตลอดช่วงทศวรรษปี 1980 จำนวนของรัฐที่ได้รับเอกราชเพิ่มขึ้นจากจำนวน 165 รัฐในปี ค.ศ. 1980 เป็นจำนวน 170 รัฐในปี ค.ศ. 1990 เท่านั้นเอง  ซึ่งก็นับว่าเป็นการเพิ่มจำนวนของรัฐในอัตราที่ลดลงจาก 35 ปีก่อน ซึ่งในช่วงเวลาก่อนหน้านี้มีอัตราเพิ่มของรัฐใหม่อยู่ที่ 28 รัฐ

แต่หลายคนก็คาดการณ์ผิดพลาด  เพราะการต่อสู้ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมนั้นบางครั้งก็ทำให้กลุ่มประชาชาติต่างๆพยายามที่จะเก็บความแตกต่างและความแยกระหว่างกันเอาไว้ก่อนในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อเอกราชจากเจ้าอาณานิคม และอันตรายของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันออก-ฝ่ายตะวันตกก็มักจะมีอิทธิพลบีบบังคับให้กลุ่มประชาชาติต่างๆยอมรับสภาวะที่พวกตนต้องเข้าไปอยู่ในรัฐที่ไม่ได้เป็นรัฐประชาชาติเดียวกับพวกตน เมื่อจักรวรรดิอาณานิคมแบบเก่าได้สิ้นสุดลงในทศวรรษปี 1970 และความขัดแย้งระหว่างตะวันออกกับตะวันตกได้สิ้นสุดลงในช่วงต้นทศวรรษปี 1990 นั้น ปัจจัย 2 อย่างข้างต้นที่ช่วยตรวจสอบยับยั้งลัทธิชาตินิยมก็ได้ถูกขจัดออกไปทั้งหมด

ผลที่ตามมาก็คือ ในช่วงต้นทศวรรษปี 1990 ได้เกิดการแพร่กระจายของรัฐอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก สหภาพโซเวียต ยูโกสลาเวีย และเชโกสะโลวะเกียเกิดการล่มสลาย การล่มสลายของสหภาพโซเวียตได้นำไปสู่การกำเนิดของรัฐประชาชาติ 15 รัฐ ซึ่งแตกออกมาจากสาธารณรัฐเดิม 15 สาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต  การล่มสลายของสหภาพโซเวียตส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นโดยสันติ แต่ก็มีบางแห่งมีความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างหมู่ประชาติต่างๆภายในสาธารณรัฐเดิมของสหภาพโซเวียตบ้าง  ทั้งนี้เพราะบรรดากลุ่มชาติพันธุ์เล็กๆได้ทำการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชสำหรับพวกตนจากรัฐที่ได้รับเอกราชมาใหม่ๆอยู่หลายรัฐ ด้วยเหตุนี้การล่มสลายของสหภาพโซเวียตจึงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของรัฐใหม่ๆมากกว่า 15 รัฐดังกล่าว

ในทำนองเดียวกันนั้น ในอดีตยูโกสลาเวีย ในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ก็ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะมีรัฐใหม่เกิดขึ้นมากน้อยสักกี่รัฐ สโลวีนียและมาซีโดเนียแยกออกมาได้โดยสันติ แต่ทว่าโครเอเชียแยกออกมาแล้วเกิดสงครามกลางเมืองและมีผู้คนล้มตายในการสู้รบไปหลายพันคน เหตุการณ์เลวร้ายมากที่สุดก็คือที่บอสเนียเมื่อประชาชนหลายหมื่นคนล้มตายเพื่อสงครามเกิดขึ้นภายหลังจากที่บอสเนีย-เฮอเซโกวินาพยายามที่จะถอนตัวออกจากยูโกสลาเวียเดิมที่ถูกครอบงำโดยชาวเซอร์เบีย ตรงกันข้ามกับกรณีของเชโกสโลวะเกีย สามารถสลายตัวเองได้โดยสันติโดยแยกเป็นสาธารณะเช็ก และสาธารณะสโลวัก

ดังนั้นเมื่อถึงต้นปี ค.ศ. 1993 มีอย่างน้อย 21 รัฐ ได้แตกแยกออกมาจากดินแดนของ 3 รัฐเมื่อ 2 ปีก่อนเท่านั้นเอง การต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อที่จะสร้างรัฐเอกราชปกครองตนเองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่สหภาพโซเวียต ยูโกสลาเวีย และเชโกสโลวะเกียเท่านั้น หากแต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆทั่วโลกที่ยังเริ่มต้นและเร่งเร้าผลักดันต่อสู้เพื่อเอกราชของพวกเขาจากรัฐต่างๆที่พวกเขาพำนักอยู่นั้น บางครั้งการผลักดันและเร่งเร้าเหล่านั้นก็เป็นไปอย่างสันติอย่างเช่นในกรณีของพวกสก็อตที่พยายามจะแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักร และพวกควิเบ็กที่พยายามจะแยกตัวออกจากแคนาดา แต่ในหลายกรณีการผลักดันเหล่านั้นก็มีลักษณะความรุนแรง อย่างเช่นในกรณีของพวกบาสก์ที่พยายามจะแยกตัวออกจากเสปน พวกเคิร์ตที่พยายามจะสถาปนารัฐของตนเองแยกออกจากอิรักและตุรกี หรือในกรณีของพวกซิกข์ที่พยายามจะแยกตัวออกจากอินเดีย

และยังมีตัวอย่างอื่นๆอยู่อีก เช่น ในกรณีของอังโกลา และอัฟกานิสถาน เป็นที่แน่ชัดว่า สงครามซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการพิจาณาว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันออก-ฝ่ายตะวันตก แต่ได้วิวัฒนาการที่เกินเลยไปกว่านั้นอีก กล่าวคือ เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจแห่งประชาชาติและอัตลักษณ์ของพวกเขาเอง

จึงมีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่า ประชาคมระหว่างประเทศได้เข้ามาสู่ยุคแห่งการแพร่หลายของประชารัฐช่วงที่ 3 แล้ว ข้อเท็จจริงในข้อนี้มีศักยภาพที่จะทำให้ปีต่างๆที่เหลืออยู่ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงและยุคแห่งความไร้เสถียรภาพ

การแพร่กระจายของรัฐก็ยังได้นำไปสู่ปัญหาอย่างอื่นๆ กล่าวคือ ความหลากหลายของจำนวนของหน่วยการวินิจฉัยสั่งการในโลก  ซึ่งเรื้องนี้ได้สร้างความซับซ้อนแก่การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างช่วงสูงสุดของการมีอาณานิคมของรัฐต่างๆในยุโรปนั้น รัฐบาลของแต่ละรัฐในยุโรปจะพิจารณาถึงปฏิกิริยาของรัฐต่างๆเพียงแค่ 20-30 รัฐเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่พอถึงทศวรรษปี 1990  รัฐบาลต่างๆมีความจำเป็นต้องพิจารณาถึงปฏิกิริยาของรัฐต่างๆในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมากถึง 190 รัฐ

แม้ว่าบางรัฐจะมีความสำคัญมากกว่ารัฐอื่นๆต่อรัฐบาลหนึ่งๆและก็มีหลายรัฐที่อาจจะไม่ต้องนำมาพิจารณาก็จริง แต่ประเด็นที่นำมาเสนอนี้ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า การแพร่กระจายของรัฐได้สร้างความซับซ้อนแก่การดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นอย่างมาก ในปี ค.ศ. 1918 มีรัฐที่มีอยู่ในโลกเพียง 50 รัฐ และมี ความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบทวิภาคีระหว่างรัฐต่างๆแค่ 1,225 รายการ  เมื่อมีรัฐ 150 รัฐอยู่ทั่วโลก ก็จะมีความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบทวิภาคี 11,175 รายการ แต่พอมาถึงตอนนี้มีรัฐเพิ่มขึ้นมาเป็น 190 รัฐ จำนวนของความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบทวิภาคีก็จะเพิ่มขึ้นมามากจนบานเบาะมากยิ่งขึ้น จึงกล่าวสรุปได้ว่า ขณะนี้โลกได้มีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อนเพียงเพราะมีรัฐต่างๆเพิ่มขึ้นมามากอย่างเช่นทุกวันนี้

------------------------------------------------------------------------

ผลประโยชน์ของชาติ

ตลอดช่วงวิวัฒนาการของรัฐ รัฐทั้งหลายต่างก็ไม่ให้การรับรองอำนาจที่เหนือกว่ารัฐ และรัฐเป็นองค์กรที่ให้คำนิยามผลประโยชน์ของรัฐและเป็นผู้ตัดสินวิธีการที่รัฐจะพยายามเพื่อบรรลุถึงซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้นผลประโยชน์ของรัฐเรียกว่า ผลประโยชน์ของชาติ (national interest) ส่วนวิธีการและการกระทำที่รัฐนำมาใช้ในความพยายามที่จะบรรลุถึงผลประโยชน์ของชาติเรียกว่านโยบายของชาติ (national policy)

แนวความคิดเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติมีความคลุมเครืออย่างน่าเสียดาย ในภายในรัฐใครคือผู้ให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ? ผลประโยชน์ของชาติเปลี่ยนแปลงเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนแปลงโดยสันติหรือว่าโดยการใช้กำลัง?กลุ่มใดหรือกลุ่มเหล่าใดภายในรัฐจะเป็นผู้กำหนดใครคือมิตรและใครคือศัตรูของรัฐ?เมื่อเกิดความขัดแย้งในภายในอย่างรุนแรงเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติทัศนะเกี่ยวกับผลประโยชน์และนโยบายใดจึงเป็นของชาติอย่างแท้จริง?รัฐในข้อเท็จจริงมีผลประโยชน์ระยะยาวที่ถูกกำหนดโดยภูมิศาสตร์ ฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ประชากร ความผูกพันทางวัฒนธรรมและปัจจัยอื่นๆที่อยู่เหนือคำนิยามของผลประโยชน์ของชาติในระยะสั้นและในระยะปากลางซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเมืองของวันนั้นหรือไม่?และก็ยังมีคำถามอื่นๆที่ยังคลุมเครืออีกหลายอย่าง

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามในทางวิชาการมากที่เหมาะจะนำไปถามในห้องเรียนเสียมากกว่า ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มต่างๆต่างอ้างถึงผลประโยชน์ของชาติเพื่อหาความชอบธรรมให้แก่นโยบายที่พวกเขาชื่นชอบ ฮันนิบาลมีความเชื่อว่าผลประโยชน์ของชาติของคาร์เถจคือการทำสงครามกับโรม เขาอาจจะถูกก็ได้แต่เพราะว่าเขาประสบความล้มเหลวในการเอาชนะโรมในสงครามปูนิค (Punic Wars) ในที่สุดพวกโรมันก็ได้บุกทำลายคาร์เถจ โจเซฟ เจฟเฟอร์สันแม้ว่าจะได้ชื่อว่านิยมฝรั่งเศสและแม้ว่าเขาจะคัดค้านรัฐบาลกลางอย่างรุนแรงแต่พอได้ข่าวว่านโปเลียมีความต้องการจะเข้ายึดครองนิวโอเลียน์อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงลับกับสเปน ก็ได้แจ้งไปทางจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสว่า สหรัฐอเมริกาพิจารณาเห็นว่าใครก็ตามที่เข้ายึดนิวออร์ลีนส์เป็นศัตรูโดยธรรมชาติและโดยอุปนิสัยของเราเจฟเฟอร์สันจึงได้ขยายอำนาจของรัฐบาลกลางอย่างฉับพลันโดยไม่เพียงแต่จะซื้อนิวออร์เลียนส์เท่านั้นแต่ยังจะซื้อหลุยเซียนาอีกด้วยอีก9  ปีต่อมาจักรพรรดินโปเลียนได้ตัดสินใจว่าผลประโยชน์ของชาติของฝรั่งเศสได้กำหนดให้พระองค์เริ่มรณรงค์ทำลายรัสเซีย

ผลประโยชน์ของชาติได้ถูกนิยามกันอย่างหลากหลายในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกัน ในปี ค.ศ.1995ประธานาธิบดีคลินตันแห่งสหรัฐอเมริกามีความเชื่อว่า ผลประโยชน์ของชาติของสหรัฐอเมริกาก็คือ การส่งทหารสหรัฐฯไปยังบอสนียเพื่อช่วยรักษาข้อตกลงสันติภาพที่เปราะบางที่นั่น แต่ชาวอเมริกันอื่นๆจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วย  ในทำนองเดียวกันนั้นนายบอริส เยลต์ซินในปี ค.ศ.1995 มีความเชื่อว่า ผลประโยชน์ของชาติของรัสเซียคือ การส่งกองทัพรัสเซียไปที่เชชเนียเพื่อป้องกันไม่ให้แบ่งแยกออกจากรัสเซีย ซึ่งมีชาวรัสเซียเป็นจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเยลต์ซินแม้ว่ามันจะหมายถึงว่าเชชเนียจะได้เอกราชและในรัฐในยุโรปอีกหลายรัฐประชาชนก็ยังคงถกเถียงกันว่าความมีเอกภาพทางด้านการเมืองและทางด้านเศรษฐกิจภายในสหภาพยุโรปเป็นผลประโยชน์ของชาติของประเทศของของพวกเขาหรือไม่หรือ ว่ามันจะเป็นจุดจบของของประเทศของพวกเขา

ต่อไปคือคำถามในข้อที่ว่า อะไรคือผลประโยชน์ของชาติและใครคือผู้ที่ให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาตินี้? อะไรคือปัจจัยที่จะถูกนำมาพิจารณาเมื่อพยายามที่จะให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ? เมื่อมีรัฐอยู่มากกว่า 190 รัฐในทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ปัญหาเหล่านี้และปัญหาที่เกี่ยวข้องอื่นล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งบางทีปัญหาสำคัญมากที่สุดก็คือจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์เมื่อผลประโยชน์ของชาติถูกให้คำนิยาม? และต่างคนก็จะต่างให้คำตอบ

สำหรับบางคนก็จะบอกว่าบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจ (economic criteria) กล่าวคือ นโยบายใดๆที่จะส่งเสริมสถานะทางเศรษฐกิจของรัฐก็จะถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ การปรับปรุงดุลการค้าของประเทศ การเสริมสร้างฐานทางอุตสาหกรรมของประเทศ การประกันการเข้าถึงน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานอย่างอื่น หรือทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศ ล้วนแต่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ  อย่างไรก็ตามบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจนี้ก็มักขัดแย้งกับบรรทัดฐานอย่างอื่น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศหนึ่งควรที่จะดำเนินการค้ากับอีกประเทศหนึ่งต่อไปหรือไม่หากประเทศที่ 2 ใช้วัสดุที่ซื้อไปนั้นเพื่อปราบปรามประเทศอื่นๆ ? ปัญหาข้อนี้คือปัญหาของสหรัฐอเมริกาในช่วงไม่กี่ปีก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่2ในความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกากับเยอรมนีและกับญี่ปุ่น ในทำนองเดียวกันนั้น ประเทศที่หนึ่งพยายามที่จะรักษาการเข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุที่ประเทศที่2 มีอยู่หรือไม่หากว่าประเทศที่2 มีระบบสังคมภายในที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพลเมืองส่วนใหญ่ประเทศที่1? ข้อนี้เป็นปัญหาของสหรัฐอเมริกาในความสัมพันธ์กับแอฟริกาใต้เมื่อตอนที่มีนโยบายการแบ่งผิว  (apartheid)

ในบางครั้งนั้นบรรทัดฐานทางอุดมการณ์ (ideological criteria) ก็ได้ถูกใช้ให้เป็นตัวกำหนดที่สำคัญของผลประโยชน์ของชาติประเทศต่างๆส่วนใหญ่จะใช้อุดมการณ์ทั้งที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการเพื่อที่จะใช้อ้างหาความชอบธรรมและนโยบายของตน ยกตัวอย่างเช่นในอดีตรัฐต่างๆที่ยึดลัทธิมาร์กซิสต์และเลนินิสต์โดยทั่วไปจะพิจารณาผลประโยชน์ของชาติคล้ายๆกันมาก ในทำนองเดียวกันนั้น รัฐต่างๆที่มีการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยในแบบตะวันตกก็มักจะเห็นผลประโยชน์ของชาติตนเป็นเหมือนๆกันส่วนรัฐยากจนในโลกที่กำลังพัฒนานั้นก็จะอยู่ในข้างเดียวกันในความพยายามที่จะปรับปรุงระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสียใหม่

 แต่เมื่อครั้นเกิดการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งในสหภาพโซเวียตและในยุโรปตะวันออกและมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้วนั้น บรรทัดฐานทางอุดมการณ์ก็มีความสำคัญน้อยลงในการต่อสู้เพื่อให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติในหลายรัฐ บรรทัดฐานทางอุดมการณ์ยังคงผลักดันให้รัฐต่างๆยอมรับหนทางบางอย่างของการมองโลกการมองที่ผลประโยชน์ของชาติและในบางรัฐนั้นบรรทัดฐานทางอุดมการณ์ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดแต่เมื่อกล่าวโยรวมแล้วการใช้บรรทัดฐานทางอุดมการณ์ที่จะให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติได้ตกต่ำลงไป

การเสริมสร้างอำนาจ (augmentation of power) เป็นอีกวิธีหนึ่งในการให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ อำนาจถูกนิยามโดย Hans J. Morgenthau ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนสำคัญของสำนักความคิดทางด้านสัจนิยมทางการเมือง(realpolitik)ว่าคือสิ่งที่ยินยอมให้รัฐสถาปนาและดำรงไว้ซึ่งการควบคุมรัฐอื่น ดังนั้นนโยบายใดๆที่ส่งเสริมอำนาจของรัฐจึงถือว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ และอำนาจนี้ก็อาจจะถูกเพิ่มพูนขึ้นมาได้ในหนทางต่างๆเช่น โดยการปรับปรุงความเข็มแข็งทางเศรษฐกิจ  โดยการชักนำทางอุดมการณ์ หรือโดยการส่งเสริมขีดความสามารถทางการทหาร Morgenthau มีความเห็นว่าอำนาจจะทำให้รัฐดำรงอยู่ได้ และเพราะฉะนั้นการมีอำนาจจึงถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของทุกรัฐ

ความมั่นคงและหรือความได้เปรียบทางการทหาร (military security and/or advantage) คือ บรรทัดฐานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการกำหนดผลประโยชน์ของชาติ เมื่อกองทัพมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐต่างๆจึงเห็นว่าความมั่นคงทางทหารเป็นตัวกำหนดขั้นต่ำของนโยบายของชาติ ผู้ที่สนับสนุนความมั่นคงทางทหารก็บอกว่า ความรับผิดชอบสำคัญของรัฐใดๆก็คือการให้ความปลอดภัยแก่ประชาชนของตนเองส่วน ผู้ที่ให้การสนับสนุนในด้านความได้เปรียบทางการทหารก็บอกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้บรรลุถึงซึ่งความปลอดภัยก็คือการได้เปรียบทางการทหาร

ศีลธรรมและกฎหมาย (morality and legality)ก็เป็นบรรทัดฐานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อจะพยายามกำหนดผลประโยชน์ของชาติ ถึงแม้ว่าในหลายกรณีในเรื่องประเด็น ถูกหรือผิดนั้นอาจจะเห็นชัดในตอนแรก แต่พอพิจารณาอย่างใกล้ชิดก็อาจจะมีลักษณะคลุมเครือก็ได้ในปี ค.ศ.1994 มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่สหรัฐอเมริกาจะบุกเฮติเพื่อนำประธานาธิบดี Jean-Bertrand Aristide ซึ่งได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของเฮติให้ได้กลับคืนสู่อำนาจ นับได้ว่าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของการใช้ความพยายามที่จะให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติโดยใช้ศีลธรรมและกฎหมาย  ในด้านหนึ่งนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าทหารของเฮติได้โค่นล้มประธานาธิบดีที่ผ่านการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์มาและได้ทำลายและละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวเฮติเป็นจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นข้อเท็จจริงเหล่านี้จะทำให้สหรัฐอเมริกามีสิทธิที่จะรุกรานเฮติ ทำการถอดถอนทหารออกจากอำนาจและนำประธานาธิบดีAristide กลับคืนสู่อำนาจหรือไม่? และสหประชาชาติในที่สุดได้ให้ความเห็นชอบให้มีการใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อนำรัฐบาลที่ชอบธรรมคืนสู่อำนาจในเฮติโยใช้ข้ออ้างที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือไม่?

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีบรรทัดฐานอย่างอื่นที่นำมาใช้กำหนดผลประโยชน์ของชาติ มีบางคนบอกว่าผลประโยชน์ของชาติควรจะถูกกำหนดโดยความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม(cultural affinity)กล่าวคือการให้คำนิยามผลประโยชน์ของรัฐให้เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของรัฐอื่นๆซึ่งมีภาษาหรือประเพณีเป็นอย่างเดียวกับรัฐนั้น อีกพวกหนึ่งก็บอกว่าประเด็นในเรื่องทางชาติพันธุ์ (ethnic)หรือเผ่าพันธุ์ (race)ก็ควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผลประโยชน์ของชาติ และก็ยังมีบุคคลอื่นๆที่เห็นว่าผลประโยชน์ของชาติว่าก็คือ การกระทำที่จะทำให้ประเทศใดๆก็ตามสามารถกระทำการตัดสินใจทั้งปวงได้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ  ทางหาร หรือทางอื่นใดที่แสดงออกถึงความมีเอกราชอย่างเต็มที่

ต่อไปก็คือปัญหาว่าอะไรคือเกณฑ์ (count) ที่จะใช้ในการให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ? คำตอบของคำถามในข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ให้คำนิยาม บางคนก็บอกว่าสิ่งที่เรียกว่าปัจจัยเชิงปรวิสัย (objective factors)ตัวอย่างเช่น ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางทหาร หรือขนาดของฐานทางทรัพยากร เป็นสิ่งสำคัญเมื่อจะทำการให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ อีกพวกหนึ่งก็บอกว่าปัจจัยเชิงอัตวิสัย(subjective factors) ยกตัวอย่างเช่น  ศีลธรรม กฎหมาย หรืออุดมการณ์ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า   ดังนั้นผลประโยชน์ของชาติก็จะต้องมองว่าเป็นเป้าหมายของชาติที่คงที่ให้น้อยกว่าประมาณการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งบรรดาผู้นำของประเทศ หรือปัจเจกบุคลหรือกลุ่มที่สำคัญอื่นๆภายในประเทศเห็นว่ามีความสำคัญ

แม้แต่ประเภทของรัฐบาลที่รัฐมีอยู่ก็อาจมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผลประโยชน์ของชาติของรัฐที่จะให้คำนิยาม  ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลที่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ก็มักจะพิจารณาในเรื่องของความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆที่มีอำนาจทางการเมืองภายใน ส่วนรัฐบาลที่ปกครองตามระบอบอัตตาธิปไตยและเผด็จการก็จะนิยามผลประโยชน์ของชาติโดยคำนึงถึงความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ในภายในน้อย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า  นโยบายต่างประเทศของรัฐที่มีการปกครองแบบอัตตาธิปไตยจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิวัติ ในบางคราวพวกผู้นำในรัฐที่ปกครองตามระบอบอัตตาธิปไตยก็จะยอมผ่อนปรนกับความขัดแย้งในหมู่ของตนเองเพื่อตกลงกันให้ได้และเพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

ดังนั้นผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นศัพท์ที่ยากนักที่จะทำความเข้าใจ  ในภายในรัฐแต่ละรัฐมีต่างคนและต่างกลุ่มให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติในทางที่แตกต่างกัน  แม้แต่ว่าจะให้คำนิยามในเวลาเดียวกันก็ตาม  ผลประโยชน์ของชาติเป็นแนวความคิดที่ไม่มีความหมายเป็นสากล แม้ว่าเรื่องผลประโยชน์ของชาตินี้จะมีความพกพร่องอยู่บ้างแต่ก็เป็นแนวความคิดที่มีประโยชน์ เพราะมันจะทำให้เราอย่างน้อยก็ได้เครื่องมือที่จะนำไปใช้ทำความเข้าใจถึงเป้าหมายที่รัฐต่างๆแสวงหาในกิจการระหว่างประเทศ

------------------------------------------------------------------------------

รัฐและดุลอำนาจ

การวางนโยบายที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ผู้กำหนดนโยบายแห่งชาติต้องเผชิญเมื่อพวกเขาจะดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ นอกจากนั้นแล้วผู้กำหนดนโยบายก็จะต้องมีวิธีการที่เหมาะสมที่จะใช้ในการดำเนินนโยบาย กล่าวให้ง่ายๆก็คือพวกเขาจะต้องมีอำนาจที่จะนำมาใช้เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

ความหมายของอำนาจนี้เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณามากสักหน่อย เฉพาะในที่นี้เราจะต้องลงในรายละเอียดเกี่ยวกับแนวความคิดของดุลอำนาจ (balance of power) เพราะว่าดุลอำนาจนี้มีบทบาทสำคัญทั้งที่มีบทบาททั้งในอดีตและปัจจุบันในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ

ดุลอำนาจได้ถูกนำมาใช้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหลายรูปแบบ ในบางกรณีนั้นดุลอำนาจมีความหมายว่า 2 รัฐมีขีดความสามารถย่างคร่าวๆแล้วเท่าเทียมกัน ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าดุลอำนาจมีอยู่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตข้อนี้หมายความว่าขีดความสามารถของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตอย่างคราวๆมีเท่าเทียมกัน

ส่วนในกรณีอื่นนั้นดุลอำนาจมีความหมายว่ามีความไม่สมดุลดังนั้นคำกล่าวที่ว่าดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาได้เปรียบอิรักก็หมายถึงว่าขีดความสามารถของสหรัฐอเมริกามีมากกว่าขีดความสามารถของอิรักและดังนั้นจึงไม่มีดุลอำนาจระหว่าง 2รัฐนี้

ความหมายของดุลอำนาจทั้ง 2 อย่างข้างต้นแสดงถึงความสัมพันธ์ในแบบคงที่และไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่ทว่าแนวความคิดของดุลอำนาจนี้ก็ยังถูกนำไปใช้เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นพลวัตและมีความเปลี่ยนแปลงดังนั้นเมื่ออิสราเอลเคลื่อนทัพเข้าไปในเลบานอนในระหว่างฤดูร้อนของปีค.ศ.1982 และได้ทำลายกองกำลังของซีเรียที่อยู่ในที่นั้นเป็นจำนวนมากและได้ผลักดันให้องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ออกไปจากเลบานอนดุลอำนาจในตะวันออกกลางจึงขยับเลื่อนไปทางอิสราเอลในแบบนี้ความไม่สมดุลของดุลอำนาจได้เข้าแทนที่ความสมดุลของอำนาจ ลักษณะที่เป็นพลวัตของความหมายของดุลอำนาจอย่างที่ 3 นี้สามารถนำไปใช้ในการพูดถึงความเคลื่อนไหวจากความไม่สดุลของอำนาจไปสู่ความสมดุลของอำนาจได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสหภาพโซเวียตเสริมสร้างกำลังทหารของตนในระหว่างทศวรรษปี 1960 และทศวรรษปี 1980 อย่างนี้ ดุลอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตได้เคลื่อนที่ไปทางภาวะสมดุล(equilibrium)

แนวความคิดเรื่องดุลอำนาจนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้เฉพาะกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดง (actors) 2ตัวเท่านั้นตัวแสดงหลายตัวหรือกลุ่มตัวแสดงหลายตัวก็อาจนำมามารวมอยู่ในนี้ด้วยก็ได้ดังนั้นก็จึงเป็นไปได้ที่จะดุลอำนาจระหว่างองค์การอย่างเช่นดุลอำนาจที่มีอยู่ระหว่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(North Atlantic Treaty Organization: NATO)กับกติกาสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact)  ตลอดยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทำนองเดียวกันนั้นดุลอำนาจในระดับภูมิภาคและในระดับโลกก็อาจจะมีอยู่ได้เหมือนกันดังนั้นในตะวันออกกลางดุลอำนาจในระดับภูมิภาคบางทีก็บอกว่ามีอยู่ระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับเพื่อนบ้านทั้งหลาย

ลักษณะของแนวความคิดในเรื่องระบบดุลอำนาจในกิจการระหว่างประเทศนี้จำเป็นจะต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิดให้มากขึ้น ภายหลังจากความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายของนโปเลียนในปีค.ศ.1815 แล้วนั้น ระบบดุลอำนาจมีอยู่ในยุโรปจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 1ลักษณะขั้นพื้นฐานของระบบดุลอำนาจนี้ก็คือการยอมรับโดยแต่ละรัฐบาลถึงความชอบธรรมของรัฐบาลชองประเทศอื่นๆ  ความต้องการของรัฐบาลทั้งปวงที่จะดำรงไว้ซึ่งดุลภาวะของระบบแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะเพิ่มพูนอำนาจสูงสุดในฝ่ายของตนก็ตาม ความชอบธรรมของรัฐบาลชองประเทศอื่นๆ ความมีเจตจำนงของรัฐบาลส่วนใหญ่ที่จะเป็นพันธมิตรกันเพื่อสร้างดุลอำนาจ และความยืดหยุ่นในฝ่ายของบางรัฐบาลที่จะปรับเปลี่ยนพันธมิตรของฝ่ายตนมาเข้าทางฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเมื่อระบบดุลอำนาจได้เริ่มมีความไม่สมดุล  ภายใต้ระบบดุลอำนาจนี้สหราชอาณาจักรโดยเฉพาะได้กระทำตัวเป็นผู้ถ่วงดุลในระบบระหว่างประเทศโดยเปลี่ยนแปลงจากกลุ่มของรัฐในยุโรปกลุ่มหนึ่งไปยังกลุ่มรัฐในยุโรปอีกกลุ่มหนึ่งตามแต่กรณีเพื่อรักษาระบบรัฐในยุโรปให้อยู่ในภาวะสมดุลกล่าวคือให้มีดุลอำนาจนั่นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในในยุโรปจึงถูกดำเนินการเป็นระบบดุลอำนาจจากคริสต์ศตวรรษที่19 จนถึงเริ่มสงครามโลกครั้งที่1

สงครามโลกครั้งที่1ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องขั้นพื้นฐานในระบบดุลอำนาจเมื่อระบบดุลอำนาจล้มเหลวผลที่ตามมาก็คือความพินาศย่อยยับ ระดับของความพินาศย่อยยับอย่างไม่น่าเชื่อในสงครามครั้งนี้ได้ทำให้รัฐต่างๆปฏิเสธระบบดุลอำนาจว่าเป็นพื้นฐานเพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่1รัฐที่ชนะสงครามได้หาทางจัดตั้งระบบของความมั่นคงร่วมกัน(collective security)ผ่านทางสันนิบาตชาติ (League of Nations) ซึ่งเป็นระบบที่เมื่อมีความก้าวร้าวรุกราน(aggression)โดยรัฐหนึ่งรัฐใดก็จะเกิดการตอบโต้จากรัฐอื่นทุกรัฐ ความมั่นคงร่วมกันจึงจะบรรลุถึงได้ด้วยเหตุนี้

ความมั่นคงร่วมกันเมื่อได้เข้าแทนที่ระบบดุลอำนาจแล้วก็มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย ใครคือผู้ให้คำนิยามความก้าวร้าว? อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าบางรัฐปฏิเสธที่จะต่อต้านการก้าวร้าวนั้น? อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าบางรัฐปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในสันนิบาตชาติ? ความไม่แน่นอนทั้งหลายทั้งปวงจึงได้บังเกิดขึ้น และก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจที่สงคราม โลกครั้งที่ 2 ในยุโรปได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1939  ในช่วงเวลาเพียง 21ปีภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลง

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 ระบบระหว่างประเทศแบบใหม่ได้เกิดขึ้นทั้งนี้โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของรูปแบบดุลอำนาจในแบบง่ายๆ ระบบนี้เป็นระบบโลก 2 ขั้ว (bipolar world) ซึ่งเป็นระบบแยกออกเป็น  2 ค่าย โดค่ายหนึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และอีกค่ายหนึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สหภาพโซเวียต ซึ่งแต่ละค่ายก็พยายามที่จะมีผลทางอำนาจและขีดความสามารถของอีกค่ายหนึ่ง  โลกสองขั้วอำนาจนี้มีอยู่ตลอดช่วงทศวรรษปี 1940 และทศวรรษปี 1950 และได้ถูกครอบงำโดยการแข่งขันกันทางด้านอุดมการณ์  การแข่งขันกันทางด้านนิวเคลียร์  ความไม่ไว้ใจกันและความเป็นศัตรูกัน โลกสองขั้วอำนาจและความหลากหลายของโลกสองขั้วอำนาจนี้ที่ตามมาเป็นโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศมาจนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ.1991

มี 2 ประเด็นสุดท้ายที่จะนำมากล่าวเกี่ยวกับแนวความคิดของดุลอำนาจ ประเด็นแรกก็คือ ยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า จะวัดอำนาจกันได้อย่างไร? ประเด็นแรกนั้น คือยังไม่มีคำตอบเพียงหนึ่งเดียวต่อคำถามที่ว่า เราจะวัดอำนาจได้อย่างไรในทีนี้จะพูดแต่เพียงว่ามีหลายหนทางที่จะใช้วัดและแสวงหาอำนาจยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างยุคของดุลอำนาจส่วนใหญ่ซึ่งมีอยู่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่19 ดุลอำนาจเกือบจะสรุปได้ว่าคือขีดความสามารถทางทหาร  บทสรุปเช่นเดียวกันนั้นก็ยังหมายถึงยุคส่วนใหญ่ของสองขั้วอำนาจ แต่ในปัจจุบันนี้ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ  ตัวอย่างทางศีลธรรมและทางอุดมการณ์ ตลอดจนปัจจัยอื่นๆมักจะถูกนำมาอนุมานว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่าดุลอำนาจมีอยู่หรือไม่

ประเด็นที่ 2 ก็คือ ไม่ว่าเราจะใช้คำจำกัดความของแนวความคิดของดุลอำนาจแบบใด จุดฟังคัม (fulcum =จุดสมดุล) มักถูกมองว่ามีจุดเดียว หากมองในลักษณะนี้เมื่อมีการเพิ่มปริมาณของอำนาจเพียงเล็กน้อยเข้าไปที่ข้างใดข้างหนึ่งก็อาจจะเปลี่ยนสมดุลได้  อย่างไรก็ดีหากจุดฟัลคัมถูกกมองว่าเป็นพื้นที่ตอนกลางมีฐานกว้างๆมากกว่าที่จะเป็นจุดเดียว การเพิ่มอำนาจเข้าไปมากๆที่ข้างใดข้างหนึ่งอาจจะไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสมดุลได้ ระดับของภัยคุกคามที่ผู้สันทัดกรณีและผู้กำหนดนโยบายเห็นเมื่อข้างหนึ่งในความสัมพันธ์แบบดุลอำนาจเพิ่มอำนาจขึ้นก็คือการเกิดฟังชั่นไม่เพียงแต่กับอำนาจเท่านั้นแต่ยังเกิดแก่ความกว้างของฟัลคัมอีกด้วย รูปแบบทางแนวความคิด หรือรูปแบบของเครื่องมือวัดดุลที่เรานึกสร้างขึ้นมานี้อาจจะกำหนดระดับของสมดุลหรืออสมดุลที่เราเห็นได้แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่มีเครื่องมือเชิงปรวิสัยที่จะนำมาใช้กำหนดความกว้างของฟัลคัมที่พึงมีในโครงสร้างของดุลอำนาจ อย่างไรก็ดี ดุลอำนาจได้เคยถูกใช้และยังถูกใช้อยู่อย่างกว้างขวางโดยผู้สันทัดกรณีและผู้กำหนดนโยบายว่าเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ได้ แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องอย่างไรแต่ดุลอำนาจนี้ก็ยังไม่มีอะไรเข้ามาแทนที่ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเท่า.

--------------------------------------------------

เครดิต :  Daniel S. Papp, Contemporary International Relations, Allen and Bacon, Fifth Edition, “The State, Nationalism, and the National Interest” , pp. 29-51, 1997.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น