วิวัฒนาการของระบบรัฐแบบยุโรปตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย
รัฐได้ครอบงำการเมืองของโลกมานานกว่า 300 ปี
โดยรัฐเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกภายหลังจากสิ้นสุดระบบศักดินา
ความครอบงำของรัฐในการเมืองของโลกสามารถสืบสาวย้อนกลับไปถึงสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย (Peace of
Westphalia) เมื่อปี ค.ศ. 1648
จากสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลียนี้ทำให้สงครามสามสิบปี (Thirty Year’s War) ในยุโรปยุติลงและได้มีการสถาปนาระบบของรัฐอธิปไตยซึ่งปฏิเสธการยอมสยบต่ออำนาจทางการเมืองของพระสันตะปาปาและศาสนจักรโรมันคาทอลิก
ระบบเก่าของอำนาจขององค์สันตะปาปาที่มีเหนือบรรดานครรัฐ (principalities) ต่างๆในยุโรปได้ถูกโค่นล้มลงไปและระบบใหม่ของรัฐปกครองตนเองตามพื้นที่ต่างๆที่ไม่ได้ยอมรับอำนาจเบื้องสูงกกว่าอำนาจของรัฐเองก็ได้บังเกิดขึ้น
การบังเกิดของระบบรัฐมีวิวัฒนาการมาเนิ่นนานหลายศตวรรษ
ในขณะที่บรรดาผู้นำก่อนหน้านี้ได้ยอมรับอำนาจของพระสันตะปาปาในกรุงโรมและในบางกรณีก็ถึงกับยินยอมให้ทางศาสนจักรบงการในเรื่องของอาวุธว่าอย่างไหนควรใช้หรืออย่างไหนไม่ควรใช้ในการสงคราม
ระบบรัฐของเวสต์ฟาเลียได้กำหนดให้บรรดาผู้นำของรัฐต่างๆสามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้
เมื่อไม่มีอำนาจเบื้องสูงมาบงการการกระทำของพวกเขาหรือมาเป็นผู้ตัดสินระดับความสูงต่ำของพวกเขาอย่างนี้แล้ว
บรรดาผู้นำก็จึงมีอิสระที่จะใช้อำนาจของพวกเขาได้อย่างเต็มที่และจะใช้วิธีการใดก็ได้ตามแต่พวกเขาจะเห็นว่าสมควรภายในระบบกว้างๆและเป็นระเบียบปฏิบัติของกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกวางไว้โดยสนธิสัญญาแห่งเวสต์ฟาเลีย
กฎหมายระหว่างประเทศของเวสต์ฟาเลียที่สำคัญ ก็คือ
แนวความคิดของความชอบธรรม(legitimacy) อำนาจอธิปไตย(sovereignty) และหน้าที่(duty)
อำนาจอธิปไตย ที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า legitimacy
นี้มีความหมายว่า
ทุกรัฐมีสิทธิที่จะดำรงอยู่ และว่า อำนาจของพระมหากษัตริย์ภายในประเทศของพระองค์เป็นทั้งอำนาจสูงสุดและอำนาจอันชอบธรรมของพระองค์
รัฐทั้งหลายสามารถต่อสู้เพื่อจัดระดับสูงต่ำในหมู่ของรัฐต่างๆได้เพียงแต่ว่าจะต้องไม่ถอดถอนผู้นำของฝ่ายที่ต่อต้านออกจากอำนาจเท่านั้นเอง
คำว่า อำนาจอธิปไตย หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า sovereignty นั้น ก็คือ
แนวความคิดที่ได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศว่าไม่มีอำนาจที่สูงไปกว่าอำนาจที่รัฐมีอยู่นั้น
บรรดารัฐและพระมหากษัตริย์สามารถที่จะดำเนินเป้าหมายต่างๆที่พวกเขาคิดว่ามีความเหมาะสมได้โดยจะใช้วิธีการใดๆที่พวกเขาจะเลือกก็ได้
และจะไม่มีการยอมรับอำนาจใดๆที่อยู่เหนือกว่าอำนาจของพวกเขา
แนวความคิดเรื่องอธิปไตยของรัฐนี้เป็นการสลัดพ้นไปจากสมัยก่อนที่ผู้ปกครองของจักรวรรดิโรมันคาทอลิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามคำบงการของพระสันตะปาปา
ดังนั้นอำนาจอธิปไตยนี้จึงเป็นการย้ำถึงความสูงสุดของรัฐและปฏิเสธการควบคุมจากภายนอกที่จะเข้ามาควบคุมพวกเขา
อย่างไรก็ดีก็ยังมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่จะมาใช้ควบคุมพฤติกรรมของรัฐและของผู้ปกครอง
ภายใต้แนวความคิดของกฎหมายระหว่างประเทศ
และด้วยเหตุที่รัฐต่างๆมีสถานะความมีอำนาจอธิปไตยนี้เอง
รัฐต่างๆจึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติด้วย กล่าวคือ มีการตั้งกฎเกณฑ์และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในการประกาศสงครามและในการสู้รบ
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเคารพในสนธิสัญญาและการเป็นพันธมิตร
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการรับรองความชอบธรรมของผู้นำคนอื่น และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐอื่น
ตลอดจนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูต
และการปฏิบัติต่อผู้แทนทางการทูต
นอกจากนั้นแล้ว
ระบบกฎหมายระหว่างประเทศแบบเวสต์ฟาเลียก็ยังได้เน้นถึงความชอบธรรม อำนาจอธิปไตย
และหน้าที่ที่พึงปฏิบัติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย
สิ่งที่เน้นย้ำไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศแบบเวสต์ฟาเลียนี้ยังมีผลกระทบอย่างมากมายอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้
อย่างไรก็ดีคริสต์ศตวรรษที่ 17
เป็นศตวรรษที่มีความง่ายกว่าคริสต์ศตวรรษที่ 20
แนวความคิดในเรื่องความชอบธรรม อำนาจอธิปไตย
และหน้าที่ตามที่สนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียใช้เป็นฐานนั้นไม่ได้ถูกยอรับในระดับสากลหรือมีความสอดคล้องอย่างมีความหมายอีกต่อไปแล้ว
แม้แต่ความหมายของแนวความคิด”รัฐ”ก็เลอะเลือนไปตามกาลเวลาและตามการใช้ที่แตกต่างกัน.
-------------------------------------------------------------------------------
ความหมายของรัฐ ประชาชาติ
และประชารัฐ
คำว่า รัฐ (state) ประชาชาติ (nation) และ ประชารัฐ (nation-state) มักถูกนำมาใช้แทนกันเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดีทั้ง 3 ศัพท์นี้มีความหมายที่แตกต่างกัน
ในบางบริบทนั้นความแตกต่างในความหมายอาจมีความสำคัญเป็นอย่างมากก็ได้ ดังนั้นการเข้าใจคำจำกัดความที่ถูกต้องของทั้ง3
ศัพท์จึงมีความสำคัญ
คำว่า รัฐ คือ
องค์กรทางการเมืองที่เกี่ยวข้องทางด้านภูมิศาสตร์ที่ถูกปกครองโดยอำนาจจากส่วนกลางซึ่งมีความสามารถที่จะสร้างกฎหมาย กฎเกณฑ์ การตัดสินใจ และที่จะบังคับใช้กฎหมาย
กฎเกณฑ์และตัดสินใจภายในดินแดน และ
รัฐยังเป็นองค์กรทางกฎหมายที่ได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่าเป็นหน่วยงานการตัดสินใจระดับพื้นฐานของระบบกฎหมายระหว่างประเทศ(อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี)
และที่จะสถาปนารูปแบบของรัฐบาลของตนเองซึ่งมีความแตกต่างในแต่ละรัฐ
ประชาชนผู้พำนักอยู่ในดินแดนอาจเป็นหรือไม่เป็นพลเมืองของรัฐนั้นก็ได้
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายที่ออกโดยรัฐนั้นจะบัญญัติไว้ว่าอย่างไร
แต่ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นพลเมืองของรัฐนั้นหรือไม่ผู้พำนักอยู่ในดินแดนของรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐนั้น
ตรงกันข้าม คำว่า ประชาชาติ ไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันทางด้านภูมิศาสตร์หรือทางด้านกฎหมายตามที่ได้นิยามข้างต้น
ประชาชาติคือการรวมกลุ่มของประชาชนซึ่งเห็นว่าพวกตนมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันในบางลักษณะ
ดังนั้นประชาชาติจึงมีข้อกำหนดทางด้านจิตวิทยามากกว่าสิ่งอื่นใด การรวมกลุ่มของประชาชนซึ่งพิจารณาตนเองว่ามีความเกี่ยวข้องกันทางด้านชาติพันธุ์ ทางด้านวัฒนธรรม หรือทางด้านอื่นใดก็ดี
อาจถูกพิจารณาว่าเป็นประชาชาติได้ ยกตัวอย่างเช่น
ประชาชาติยิวก่อน ค.ศ. 1947 (เมื่อรัฐยิวได้ถูกจัดตั้งขึ้นมา) พวกยูเครนในอดีตสหภาพโซวียต
และชนเผ่าอินเดียในสหรัฐอเมริกา
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีพวกกลุ่มอื่นๆที่เรียกตนเองว่ากระบวนการปลดปล่อยประชาชาติซึ่งพวกนี้ก็จะพยายามจัดตั้งและเข้าควบคุมบางพื้นที่เพื่อให้กลายเป็นรัฐต่อไป
องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestine
Liberation Organization=PLO) ในตะวันออกกลาง และ กลุ่มเซนเดอโร ลูมิโนโซ (Sendero Lumineso) ในเปรู
เป็นตัวอย่างของกระบวนปลดปล่อยประชาชาติเหมือนกัน
ส่วนคำว่า ประชารัฐ หมายถึง
รัฐซึ่งผู้พำนักอาศัยพิจารณาตนเองว่าเป็นประชาชาติ
ประชารัฐนี้เป็นองค์การที่เชื่อมโยงกันทั้งทางภูมิศาสตร์และทางกฎหมาย
โดยอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน มีประชากรที่พิจารณาทางด้านจิตวิทยาว่าตนเป็นประชากร
โดยมีความเกี่ยวข้องกันในทางรูปร่างหรือหน้าตาอย่างใดอย่างหนึ่ง
คำว่า ประชารัฐนี้เป็นคำศัพท์ที่ใหม่กว่าทั้งคำศัพท์ว่า รัฐ หรือ
คำศัพท์ว่า ประชาชาติ และสะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมกันระหว่างศัพท์เก่าทั้ง
2ศัพท์เข้าด้วยกันเมื่อไม่นานมานี้เอง
อย่างไรก็ดีหลายประเทศถูกเรียกโดยคำสามัญว่า ประชารัฐ
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ในแอฟริกา
ดินแดนที่ถูกนำมาอยู่ในรัฐต่างๆส่วนใหญ่ซึ่งได้เอกราชในระหว่างทศวรรษที่ 1950
และทศวรรษปี 1960 ได้ใช้บรรทัดฐานของเขตแดนของอาณานิคมเก่า
ในบางกรณีกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันได้ถูกนำมารวมไว้ในประเทศเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ รัฐเหล่านี้บางรัฐจึงได้ถือว่ามีหลายประชาชาติเป็นประชากรของตน
ส่วนในบางกรณีนั้น
กลุ่มชาติพันธุ์ถูกแบ่งแยกโดยอาณาเขตของรัฐและได้ไปเป็นประชากรของหลายรัฐ ในข้อนี้จะเห็นได้กรณีของอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งเมื่อว่าโดยทางเทคนิคแล้ว
องค์กรทางการเมืองที่มีเปอร์เซ็นต์ของประชาชนมากกว่าหนึ่งสัญชาติสูงมากๆก็ให้ถือว่าเป็นรัฐ
(state)ไม่ถือว่าเป็นประชารัฐ (nation-state)
ถึงแม้ว่าจะมีข้อแตกต่างเป็นอย่างมากระหว่างคำศัพท์ รัฐ ประชาชาติ และประชารัฐ แต่ทั้ง 3
ศัพท์นี้ก็มักถูกนำมาใช้แทนกันอยู่เสมอ
การปฏิบัติเช่นนี้เป็นไปอย่างกว้างขวางจนทำให้นักสังเกตการณ์ลำลองทางด้านกิจการระหว่างประเทศมีความคิดว่า
ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างศัพท์ทั้งสามนี้
แต่สำหรับนักศึกษาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วก็พึงนึกไว้ในใจเสมอว่าทั้งสามศัพท์มีความหมายที่ต่างกัน
----------------------------------------------------------------------------------------
ชาตินิยม
ชาตินิยม (nationalism) มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแนวความคิดของประชาชาติ(nation) ในรูปแบบพื้นฐานที่สุดของศัพท์นั้น
คำว่า
ชาตินิยมเป็นพลังทางจิตวิทยาที่ผูกพันผู้ที่มีความเหมือนกันให้มาอยู่ร่วมกัน
ชาตินิยมมีความหมายทั้งในทางความรู้สึกผูกพันกันและกันที่สมาชิกของประชาติมีอยู่
และมีความรู้สึกผูกพันอยู่กับความรู้สึกภาคภูมิใจที่สมาชิกของประชาชาติมีอยู่ในหมู่พวกเขาเองหรือในประชาชาติของพวกเขาเอง
นอกจากนั้นแล้ว
ชาตินิยมในหลายกรณีมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐ หรือกล่าวให้ชัดยิ่งขึ้นก็ว่า ต่อประชารัฐ
แต่ในข้อนี้ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
เมื่อระบบรัฐแบบเวสต์ฟาเลียได้เริ่มบังเกิดขึ้นในยุโรปในระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่
17 นั้น ชาตินิยมไม่ค่อยมีสัมพันธ์กับรัฐมากนัก
พวกพลเมือง(citizen)ของรัฐจะแสดงความจงรักภักดีต่อบุคคลผู้ปกครองประเทศมากกว่า
อย่างที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสเคยตรัสว่า L'Etat, c'est
moi ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้าคือรัฐ นั้น นับว่าพระองค์ตรัสถูกต้องแล้ว
เพราะอย่างน้อยที่สุดในช่วงนั้นในประเทศต่างๆยุโรปส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นจริงจวบจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่
18
อย่างไรก็ดีประชาชนผู้อาศัยอยู่ในบางรัฐก็มีความเชื่อว่ารัฐเป็นของพวกเขาพอๆกับที่รัฐเป็นของพระมหากษัตริย์
ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเมื่อประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐได้เริ่มแสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกันมากขึ้นๆแทนที่จะแสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกับพระมหากษัตริย์
ชาตินิยมและประชารัฐสมัยใหม่ก็จึงได้เกิดขึ้น
ชาตินิยมอาจแสดงออกมาได้หลายทาง เช่น
ความพยายามที่จะยกมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น
ความพยายามที่จะได้เหรียญทองจำนวนมากกว่าประชาชาติอื่นในกีฬาโอลิมปิก
และความพยายามที่จะพิชิตดินแดนที่อยู่ติดกัน
ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปรากฏการณ์ของชาตินิยมทั้งนั้น
จากตัวอย่างที่ยกมาแสดงให้เห็นเพียง2-3ตัวอย่างเหล่านี้
ก็อาจจะทำให้มองเห็นว่า ชาตินิยมอาจมีลักษณะสร้างสรรค์และมีประโยชน์ มีลักษณะเป็นกลางๆ หรือมีลักษณะการทำลายและเป็นอันตรายก็ได้
ด้วยเหตุที่เป็นพลังทางจิตวิทยาที่ผูกพันประชาชนให้แสดงออกถึงความเป็นพวกเดียวกันนี้
เอง ชาตินิยม จึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในกิจการระหว่างประเทศ
นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา
และยิ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19
และคริสต์ศศตวรรษที่ 20
ชาตินิยมปรากฏให้เห็นได้ชัดมากในรูปของความต้องการของสมาชิกของประชาชาติที่จะเข้าควบคุมและและปกครองดินแดนที่พวกเขาพำนักอาศัยอยู่นั้น
ชาตินิยมคือสิ่งที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์หรือแนวโน้มได้หลากหลาย
เช่นการปฏิวัติอเมริกัน (American Revolution) ซึ่งเป็นการปฏิวัติที่คนในบังคับของอังกฤษปฏิเสธการปกครองของพระมหากษัตริย์และได้พยายามที่จะปกครองตนเอง
การล่มสลายของจักรวรรดิอาณานิคมของยุโรป
ซึ่งในช่วงนั้นประชาชนทั่วโลกได้ต่อสู้เพื่อต่อต้านจักรวรรดิของยุโรปและเรียกร้องการปกครองตนเอง
และล่มสลายของสหภาพโซเวียต
ซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่จะการปกครองตนเองและไม่ต้องการให้สหภาพโซเวียตปกครอง
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีกด้านหนึ่งของชาตินิยม คือ
ชาตินิยมในรูปแบบที่มีความสุดโต่ง
ได้แก่ชาตินิยมที่ผูกพันประชาชนซึ่งมีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันให้มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน สร้างความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลและในสิ่งของต่างๆ
และนำพาพวกเขาไปสู่การแสวงหาการปกครองตนเอง
ชาตินิยมในรูปแบบที่สุดโต่งยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือ
ชาตินิยมที่นำพาประชาขนให้เกิดความรู้สึกว่าพวกเขามีความสูงส่งมากกว่าผู้อื่นและสร้างความปรารถนาที่จะควบคุมและเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ให้พวกเขามีความต้องการ ดินแดนและความมั่งคั่ง
ชาตินิยมในรูปแบบที่สุดโต่งเช่นนี้
เป็นหนึ่งในบรรดาแรงขับควบคู่ไปกับแรงขับทางด้านเศรษฐกิจที่อยู่เบื้องหลังการขยายอาณานิคมของยุโรปในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่
18 และคริสต์ศตวรรษที่ 19
นอกจากนั้นแล้ว
ชาตินิยมก็ยังก่อให้เกิดการแข่งขันของประชาชาติซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1
และนำไปสู่การขยายดินแดนของเยอรมันและญี่ปุ่นซึ่งก็ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
นั่นเอง
ไม่ว่าเราจะพูดถึงชาตินิยมนี้อย่างไร
แต่สิ่งสำคัญก็คือชาตินิยมมีความต้องการให้ปัจเจกบุคคลแสดงความรู้สึกเป็นพวกเดียวกับกลุ่มที่ใหญ่กว่า
กลุ่มที่ใหญ่กว่านี้จะตั้งอยู่บนรากฐานของชาติพันธุ์อย่างที่เกิดในเยอรมนี ในญี่ปุ่น
ในฝรั่งเศส และที่อื่นๆ แต่ในบางครั้งอย่างในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้น
กลับไม่เป็นเช่นดังกล่าว
ในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้นคง
ชาตินิยมสหรัฐอเมริกาก็มี เหมือนกัน แต่ทว่ามันเป็นชาตินิยมแบบหลากหลายชาติพันธุ์และเป็นชาตินิยมแบบพิเศษในทางทฤษฎี
คือเป็นความผูกพันกับรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา
เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา และเป็นอุดมการณ์ซึ่งสหรัฐอเมริกาสนับสนุน
จากการที่ได้ตระหนักถึงข้อนี้
รัฐบาลของรัฐหลากหลายชาติพันธุ์ก็จึงมักพยายามผ่องถ่ายความภักดีของพลเมืองของตนจากกลุ่มพวกเดียวกันกลุ่มเดิมนั้นไปยังรัฐแบบใหม่
คือ การสร้างความรู้สึกรัฐนิยม (state
nationalism) ขึ้นมา และเมื่อทำได้เช่นนี้
ก็เท่ากับว่าได้เกิดประชารัฐขึ้นมาแล้ว
แต่ในบางครั้งก็เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าความพยายามเช่นนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่
ในข้อนี้ก็คือในกรณีของอดีตสหภาพโซเวียต
ซึ่งเป็นเวลาหลายปีมาแล้วรัฐบาลสหภาพโซเวียตและประชาชนส่วนใหญ่ทั่วโลกต่างมีความเชื่อว่าสหภาพโซเวียตได้
”สร้างชาตินิยมโซเวียต” ได้สำเร็จแล้ว
และสิ่งนั้นก็คือความรู้สึกความเป็นประชาชาติโซเวียต
แต่ครั้นเมื่อพลเมืองโซเวียตมีอิสระที่จะแสดงความความรู้สึกอย่างแท้จริงออกมามากขึ้นเพราะผลของการปฏิรูปของนายมิคาอิล
กอร์บาชอฟ
ก็เลยเป็นที่แน่ชัดว่าพลเมืองโซเวียตส่วนใหญ่แล้วยังคงมีความรู้สึกเป็นอันเดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ของพวกตนยิ่งกว่าจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสหภาพโซเวียต
ดังนั้นชาตินิยมในแบบเดิมคือการมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ของตนนั่นแหละที่เป็นตัวการก่อให้เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
สิ่งในทำนองคล้ายกันนั้นก็ได้เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียและเชโกสโลวะเกีย
ก่าวคือ ในสองประเทศนี้ความจงรักภักดีของชาติพันธุ์มีความเข้มแข็งกว่าความจงรักภักดีที่มีต่อรัฐยูโกสลาเวียหรือรัฐเชโกสโลวะเกีย
ในกรณีของยูโกสลาเวียนั้น
ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ได้นำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์
สู่สงครามกลางเมืองและสู่การล้มตายของประชาชนหลายพันคน
ส่วน ในกรณีของเชโกสโลวะเกียนั้น
ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ได้นำไปสู่การพูดจาที่ดีต่อกันและการตัดสินใจของประชาชนชาวเช็กและชาวสโลวักที่จะสร้างประชารัฐแยกออกจากกัน
2 รัฐจากที่เคยเป็นรัฐเดียวแต่มี 2 ประชาชาติอยู่ด้วยกัน
ในทศวรรษปี 1990 แรงผลักดันของชาตินิยมได้เจริญเติบโตอยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วทั้งโลกในหลายรัฐ
ซึ่งบางรัฐเคยเป็นประชารัฐมานานแต่ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์มีพลังเข้มแข็งขึ้นมาใหม่
จึงก่อให้เกิดปัญหาว่ารัฐเก่าเหล่านี้จะอยู่รอดต่อไปเหมือนอย่างในปัจจุบันได้หรือไม่
นอกจากรัฐต่างๆที่ได้นำมาอภิปรายแล้วนั้น ก็ยังมีรัฐอื่นๆอีก เช่น
เบลเยียม แคนาดา อินเดีย อิรัก สเปน และตุรกี
ต่างก็ถูกท้าทายโดยกลุ่มประชาชาติภายใน
ประชาติเหล่านี้บางกลุ่มเรียกตัวเองว่า “ขบวนการปลดปล่อยแห่งประชาชาติ” ซึ่งพยายามที่จะแยกตัวออกมาจัดตั้งประชารัฐที่มีเอกราชเป็นของตัวเอง
ดังนั้นชาตินิยมจึงเป็นพลังที่มีอานุภาพในกิจการระหว่างประเทศ
ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน
ชาตินิยมเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของระบบรัฐระหว่างประเทศของทุกวันนี้
แต่ชาตินิยมก็ไม่จำเป็นว่าจะเป็นพลังที่ให้การสนับสนุนสถานภาพเดิม status quo)เสมอไป
แต่เป็นพลังที่มีอานุภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงในวิวัฒนาการของระบบรัฐระหว่างประเทศ.
--------------------------------------------------------------------------------------
วิวัฒนาการของระบบรัฐถึงปี ค.ศ. 1870
ระบบรัฐตามข้อตกลงสันติภาพเวสต์ฟาเลีย (Westphalian system of states) เป็นระบบของยุโรปที่ได้แพร่หลายต่อไปยังทั่วทุกมุมโลก
อย่างไรก็ดีแม้แต่ในช่วงก่อนที่ระบบรัฐแบบนี้จะตั้งมั่นอยู่ในยุโรป
มหาอำนาจยุโรปก็ได้เริ่มแพร่ขยายจักรวรรดิของตนออกไปไปสู่ภายนอกแล้ว ในช่วงเริ่มต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 17
นักผจญภัยชาวดัตช์ ชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส
ชาวโปรตุเกส และชาวสเปนได้เดินทางไปสำรวจทุกทวีปที่มีผู้คนพำนักอาศัยเรียบร้อยแล้ว
ประเทศเมืองแม่ของพวกเขาก็ได้ติดตามการสำรวจของพวกเขาไปและได้ใช้แสนยานุภาพทางทหารสร้างจักรวรรดิอาณานิคมในภาคโพ้นทะเลขึ้นมา
จักรวรรดิรอบแรก
รัฐต่างๆในยุโรปเกือบจะทุกรัฐได้สร้างจักรวรรดิของตนขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษที่
16 คริสต์ศตวรรษที่ 17 และคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่ง ความมีอำนาจ และความมีเกียรติภูมิของตน
จักรวรรดิอาณานิคมที่กว้างใหญ่ไพศาลได้ถูกสร้างขึ้นทั้งในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
และทองคำ เงิน ผ้าขนสัตว์ ตลอดจนความมั่งคั่งรูปแบบต่างๆก็ได้หลั่งไหลจากโลกใหม่กลับไปยังราชสำนักต่างๆของพระมหากษัตริย์ของยุโรป
รูปแบบทั่วไปของการล่าอาณานิคมได้ถูกนำไปปฏิบัติโดยรัฐต่างๆในยุโรปเกือบจะทุกรัฐ
ภายหลังจากที่ผู้ผจญภัยได้พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ในการเดินทาง
หรือได้พิสูจน์ถึงความมีอยู่ของดินแดนแห่งใหม่(สำหรับชาวยุโรป)
พวกพ่อค้าชาวยุโรปก็ได้ตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ของผลกำไรทางด้านการค้า
ทางรัฐบาลของรัฐต่างๆยุโรปก็ได้ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของการเพิ่มพูนอำนาจ
ความมั่งคั่งและการส่งเสริมสถานะของตนในการแข่งขันระหว่างรัฐ
ก็ได้รีบอ้างเอาดินแดนใหม่ว่าเป็นอาณานิคมของตน
รวมทั้งได้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่บริษัททางการค้าต่างๆให้ทำการสำรวจและพัฒนาโอกาสเพื่อความมั่งคั่งต่อไป
ความขัดแย้งระหว่างรัฐเกี่ยวกับการยึดครองอาณานิคมก็ได้เกิดขึ้นและกำลังทางเรือและทางบกซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใช้ขับเคลื่อนจักรวรรดิต่อไป
ปรัชญาทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การสร้างจักรวรรดิในรอบแรกนี้ คือ
ลัทธิพาณิชยนิยม (Mercantilism) และลัทธิพาณิชยนิยมนี้ซึ่งสอนว่าอำนาจของรัฐมาจากความมั่งคั่งและผู้สอนคือ
ฌ็อง-บาติสต์ กอลแบร์ (Jean Baptiste Colbert )รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของพระเจ้าหลุยส์ที่
14 14 แห่งฝรั่งเศส
การที่จะสร้างอำนาจสูงสุดได้นั้นก็จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้มีความมั่งคั่งให้มากที่สุด
ทองคำ เงิน และผ้าขนสัตว์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
แต่ผู้ปกครองทั้งหลายในสมัยนั้นพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นพอๆกันที่จะต้องให้ดุลการค้าได้เปรียบ
กล่าวคือ ให้การให้การส่งออกสินค้ามากกว่าที่จะนำเข้าสินค้า
อาณานิคมจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะเป็นทรัพยากรที่มีค่าเท่านั้นแต่ก็ยังเป็นตลาดสำหรับจำหน่ายสินค้าที่เรียกในภาษาเศรษฐศาสตร์ว่าตลาดเชลย
(captive market) อีกด้วย
หากว่าลัทธิพาณิชยนิยมให้คำอธิบายถึงเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์สำรับจักรวรรดิรอบแรกดังกล่าวมาแล้ว
แต่นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์-เทคนิคในการเดินเรือและการขนส่งตลอดจนในการทหารก็เป็นคูณปการต่อขีดความสามารถ
ในทางการเดินเรือนั้นก็มีการใช้เข็มทิศการเดินเรืออย่างกว้างขางเพื่อให้เส้นทางการเดินเรือมีความถูกต้องและแม่นยำ ส่วนการพัฒนาใบเรือรูปสี่เหลี่ยมที่พาดขวาง (square-rigged) ในยุโรปก็ได้ช่วยให้เรือแล่นกินลมและมีที่บรรทุกส่งสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น
ประจวบกับมีการนำเอากระสุนดินดำและปืนใหญ่มาติดตั้งไว้บนเรือใบชนิดดังกล่าวเข้าไปด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้มหาอำนาจในยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)มีเรือใบที่มีอำนาจในการยิงพอที่จะสยบเรือของฝ่ายศัตรูที่อยู่ตามชายฝั่งได้อย่างสบาย
นวัตกรรม-เทคนิคเหล่านี้และอย่างอื่นๆที่มักถูกมองข้ามได้ทำให้ชาวยุโรปสามารถเดินทางท่องเที่ยวออกไปพ้นจากทวีปที่เป็นบ้านของตนและได้นำสิ่งจำเป็นสำหรับเลี้ยงชีวิตตลอดจนขีดความสามารถทางการทหารลงไปในเรือนี้ไปกับพวกเขาด้วย
การโจมตีต่อความชอบธรรมทางกฎหมาย
เมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18
ปรัชญาลัทธิพาณิชยนิยมได้มีความนิยมลดลงและได้ค่อยๆถูกแทนที่โดยระบบการค้าระหว่างประเทศอีกอย่างหนึ่งที่เน้นในเรื่องการค้าเสรี(free trade) กล่าวว่า
การค้าที่รัฐบาลเข้าแทรกแซ.น้อย หรือไม่เข้าแทรกแซ.เลย
ระบบใหม่นี้ได้ถูกนำมาเสนอโดย Adam Smith ในหนังสือของเขาเรื่อง
Wealth of Nations อาดัม สมิท มีความเห็นว่า ทองแท่ง(Bullion) ไม่ได้เป็นตัวกำหนดของอำนาจและเกียรติภูมิของชาติ
แต่ทว่าเงินทุน(capital)และสินค้า(goods) ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดอำนาจและเกียรติภูมิของชาติ
เมื่อได้นำการให้เหตุผลแบบพาณิชยนิยมออกไปแล้ว
การมีอาณานิคมก็เลยมีความสำคัญลดน้อยลง
แต่รัฐในยุโรปก็ยังคงมีจักรวรรดิในภาคโพ้นทะเลของตนอยู่ต่อไป
เพียงแต่ว่าพวกเขาได้กลายเป็นผู้เหินห่างจากกิจการที่ใช่เรื่องของยุโรปมากยิ่งขึ้น
การมีอยู่ของระบบรัฐแบบยุโรปก็ได้ถูกตั้งคำถาม ในครั้งแรกโยการปฏิวัติฝรั่งเศส
และต่อมาโดยปฏิวัติของนโปเลียน
ภายหลังจากการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย(Peace of Westphalia) คำตอบต่อคำถามว่าใครคือผู้ปกครองรัฐถูกพิจารณาว่าคือพระมหากษัตริย์
ภายในอาณาเขตของรัฐคำพูดของพระมหากษัตริย์คือกฎหมาย
การสืบต่อสันตติวงศ์จะดำเนินการผ่านผู้เป็นพระบิดไปยังพระโอรสและชะตากรรมของรัฐก็จะดำเนินไปตามทักษะและชะตากรรมของพระมหากษัตริย์
หากว่าพระมหากษัตริย์ถูกพิสูจน์ว่าไม่มีความสามารถและไม่มีเจตน์จำนงที่จะใช้อำนาจภายในรัฐและถูกบังคับให้แบ่งปันอำนาจนั้น
อย่างที่เกิดขึ้นกับสหราชอาณาจักร
ซ฿งเป็นที่ยอมรับของบรรดาราชสำนักของยุโรปตราบเท่าที่ความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์และของรัฐไม่ถูกท้าทาย
และตราบเท่าที่การปกครองของพระมหากษัตริย์ไม่ท้าทายความชอบธรรมของกษัตริย์และรัฐอื่นๆ
การปฏิวัติของอาณานิคมอเมริกาเหนือ 13 อาณานิคมของสหราชอาณาจักรและคำประกาศเอกราชของอาณานิคมเหล่านั้นเมื่อปี
ค.ศ. 1776 ได้ท้าทายความต่อเนื่องของระบบรัฐแบบเวสต์ฟาเลีย
จากการประกาศเอกราชของอาณนิคมดังกล่าว
อาณานิคมของอเมริกาเหนือได้ได้ปฏิเสธสิทธิของพระเจ้าจอร์จที่จะปกครองพวกเขา มีประเทศยุโรปบาประเทศได้ให้คำรับรองคำประกาศเอกราชนี้แต่มีบางประเทศไม่ได้ให้การับรอง
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามอเมริกาเหนืออยู่ห่างไกลออกไปมากและการกระทำของอเมริกาเหนือก็ไม่ได้คุกคามต่อเสถียรภาพของระบบรัฐและผู้นำของยุโรปแต่อย่างใด
พอมาถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19
อาณานิคมต่างๆของสเปนในอเมริกาใต้ก็ได้ปฏิบัติตามอเมริกาเหนือโดยได้ประกาศเอกราชของตัวเองบ้าง
ความชอบธรรมทางกฎหมายจึงได้ถูกปฏิเสธทั้งในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
แต่ทว่าความชอบธรรมของรัฐไม่ได้ถูกปฏิเสธแต่อย่างใด
ระบบรัฐของยุโรปจึงได้ไปอยู่ในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
การปฏิวัติในฝรั่งเศส(French
Revolution) ก็มีความสำคัญ เพราะว่าฝรั่งเศสตั้งอยู่ในใจกลางของยุโรป
และอยู่ในใจกลางของระบบรัฐของยุโรป
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16
เป็นรัชทายาทตามกฎหมายที่จะเสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและพระองค์ได้ทรงใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะเช่นเดียวพระมหากษัตริย์ทั้งหลายในราชวงส์ของพระองค์ทรงใช้ภายในอาณาเขตรัฐของพระองค์เองมานานเกือบ
150 ปี การปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี 1789
ได้ปฏิเสธความชอบธรรมของอำนาจตามกฎหมายและได้ยืนยันว่าประชาชนของรัฐเป็นองค์อธิปัตย์กับได้เรียกร้องให้นักชาตินิยมฝรั่งเศสช่วยกันยกฐานะของฝรั่งเศสให้โดดเด่นในยุโรป
ฝรั่งเศสจึงได้กลายเป็นตัวปัญหาที่จริงและรีบด่วนสำหรับรัฐในยุโรปอื่นๆ
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารด้วยการถูกบั่นพระเศียร
และอาณาจักรแห่งความกลัวก็กระจายไปทั่วฝรั่งเศส เมื่อถึงปี ค.ศ. 1812 ภายหลงจากทหารได้รับชัยชนะทั่วยุโรปนั้น นโปเลียน โบนาปาร์ต
ก็ได้เป็นพระจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
ความฝันของนโปเลียนก็คือต้องการสร้างจักรวรรดิโรมันอีกแห่งหนึ่งในยุโรป
หากว่า
การปฏิวัติในฝรั่งเศสได้ท้าทายความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์ทั้งหลายที่จะปกครอง
จักรพรรดินโปเลียนทรงคุกคามความมีอยู่ของแนวคิดของรัฐ ภายหลังจากที่ได้ทรงสถาปนาจักรวรรดิของพระองค์เกือบทั่วยุโรปตะวันออกแล้ว
จักรพรรดินโปเลียนก็ได้ทรงขยายจักรวรรดิของพระองค์ต่อไปโดยได้โจมตีรัสเซียเมื่อปี
ค.ศ. 1812 เมื่อทรงพ่ายแพ้เพราะอากาศหนาวเย็นของรัสเซียแล้วนั้นจักรววรรด์ของจักรพรรดนโปเลียนก็ได้เสื่อมลง
และภายใน 3
ปีต่อมารัฐต่างๆที่รวมตัวกันเป็นพันธมิตรก็ได้ทำลายจักรวรรดิของนโปเลียนได้ในที่สุด
ความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายของจักรพรรดินโปเลียนคือความพ่ายแพ้ที่วอเตอร์ลูในปี ค.ศ.
1815
ในยุโรปตอนนี้ความชอบธรรมได้ถูกนำมารื้อฟื้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
และระบบรัฐได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งอีกเช่นกัน
แต่ทว่าในบางรัฐลัทธิขาตินิยม(nationalism) ได้ถูกนำมาโยงเข้ากับรัฐและยุสมัยแห่งประชารัฐ(nation-state)สมัยใหม่ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นมา
จักรวรรดิรอบที่ 2
ภายหลังจากการพ่ายแพ้ของจักรพรรดนโปเลียนแล้ว
รัฐต่างๆในยุโรปยกเว้นก็แต่สหราชอาณาจักรก็ได้เข้ามาร่วมอยู่ในองค์การี่เรียกว่า Concert of Europe ซึ่งเป็นองค์การที่ต้องการรักษาและคุ้มครองรัฐและความชอบธรรม
องค์การนี้ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางเป้นเวลาครึ่งศตวรรษ(50 ปี)
ในขณะเดียวกันนั้นทางสหราชอาณาจักรก็ทำหน้าที่เป็นรัฐอิสระที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลระหว่างรัฐของยุโรปทั้งหลาย
พอถึงปี ค.ศ. 1870 กระแสการสร้างจักรวรรดิรอบที่ 2
ก็ได้ไหล่บ่าเข้าไปทั่วยุโรป ตลอดจนถึงสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
คำอธิบายสำหรับการเกิดกระแสของจักรวรรดิรอบที่ 2 นี้มีแตกต่างกันออกไป
ทางนักประวัติศาสตร์ทางการทูตและต่อมาทางนักสัจนิยมทางการเมืองบอกว่า
การเมืองแบบดั้งเดิมได้เข้ามามีบทบาท โดยมีแนวความคิดว่า
รัฐจะต้องพยายามปรับปรุงสถานะของตนเองให้อยู่ในระดับสูงในระบบระหว่างประเทศ
หรือไม่ก็ก็พยายามที่จะดำรงไว้ซึ่งดุลอำนาจของยุโรป
เลนินมีความเชื่อว่าจักรวรรดินิยม(imperialism) เป็นเพียงขั้นตอนสุดท้ายของทุนนิยม(capitalism) ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความจำเป็นของทุนนิยมที่จะขยายตลาดให้กว้างขวางขึ้น
ให้ได้ทรัพยากรที่มีราราถูกลง และให้ได้แรงงานที่มีราคาถูกกว่าเท่านั้นเอง
ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตามที พอถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 รัฐในยุโรปต่างๆก็ได้หันมาสร้างจักรวรรดิอาณานิคมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
จักรวรรดิอาณานิคมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมหาอำนาจทางการทหาร
พอถึงปี ค.ศ. 1900
เกือบทั่วทั้งทวีปแอฟริกายกเว้นเฉพาะไลบีเรียและเอธิโอเปียได้ถูกแบ่งโดยรัฐในยุโรป
7 รัฐ ส่วนในเอเชียซึ่งรวมทั้ง”อาณาจักรส่วนใน”ของจีนก็ได้ถูกแบ่งแยกออกจากกัน
จักรวรรดิอังกฤษมีความโดดเด่นมาก ทั้งนี้โดยใน ค.ศ. 1900
สหราชอาณาจักรได้เข้าครอบครองพื้นที่ของโลกถึง 1 ใน 5 และครอบครองประชากรของโลกถึง
1 ใน 4
รัฐที่ไม่ได้อยู่ในยุโรปก็ได้เข้าร่วมในการสร้างอาณาจักรอาณานิคมนี้ด้วย
โดยสหรัฐอเมริกาได้ผนวกฮาวาย
ได้เช่าเขตคลองปานามา (Panama
Canal Zone) โดยไม่มีกำหนดความสิ้นสุดของการเช่าจากปานาซึ่งเป็นรัฐที่สหรัฐอเมริกาสร้างขึ้นมาเอง ได้ฟิลิปปินส์จากสเปน
และให้เอกราชแก่คิวบาโดยได้เพิ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคิวบาให้มีใจความยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางทหารในกิจการของคิวบาได้เมื่อสหรัฐอเมริกาเห็นว่ามีความจำเป็น ในขณะเดียวกันนั้นเอง
ทางญี่ปุ่นก็ได้เกาหลีและไต้หวัน
จักรวรรดินิยมก็จึงได้กลายเป็นเรื่องปกติของยุคนั้นไปและระบบประชารัฐในแบบของยุโรปก็ได้ครอบงำกิจการระหว่างประเทศ
ด้วยประการฉะนี้แล.
-------------------------------------------------------------------------
วิวัฒนาการของระบบรัฐช่วงระหว่าง ค.ศ. 1870-ปัจจุบัน
ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20
สถานะของประชารัฐในกิจการระหว่างประเทศมีความมั่นคงและระบบรัฐระหว่างประเทศก็มีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตามสิ่งปรากฏให้เห็นแค่เพียงภาพลวงตาเท่านั้น
แต่ภายใต้ของพื้นผิวที่สงบของระบบรัฐของยุโรปได้มีพลังต่างๆที่ในไม่ช้าได้ก่อหวอดของสงครามโลกครั้งที่
1
การแพร่กระจายของรัฐในครั้งแรก
คลื่นที่สองของการขยายดินแดนในแบบจักรวรรดินิยมได้นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของบรรดารัฐผู้เป็นเจ้าของอาณษนิคมและได้เพิ่มการแข็งขันในหมู่ของรัฐในยุโรปมากยิ่งขึ้น
ปรากฏการณ์ที่สำคัญคัญอย่างหนึ่งของการแข่งขันกันนี้ก็คือการแข่งขันด้านอาวุธในหมู่มหาอำนาจในยุโรป
โยส่วนใหญ่แล้วการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและเพื่อดินแดนได้ถูกจำกัดอยู่ในเอเชียและแอฟริกา แต่ในบางคราวก็มีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนเกิดขึ้นในยุโรปด้วยเช่นกัน
หลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อปรัสเซียในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1870
แล้ว ปรัสเซียก็ได้ผนวกเอาจังหวัด Alsacce-Lorraine
ของฝรั่งเศส
การผนวกดินแดนในครั้งนี้และการพ่ายแพ้ทางทหารของฝรั่งเศสได้สร้างความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อเกียรติภูมิของฝรั่งเศส
และสร้างความรุ้สึกต้องการแก้แค้นขึ้นภายในประชาชาติฝรั่งเศส
นอกจากนี้แล้วในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
และจักวรรดิออตโตมานตลอดจนในรัสเซียของพระเจ้าซาร์กลุ่มประชาชาติต่างๆได้เพิ่มการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของประชาติของตนจากจักรวรรดิของราชวงค์ที่ประกอบด้วยหลายประชาชาติเก่าที่ยังเหลืออยู่และที่ล่มสลายไปแล้ว
ในยุโรปการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นในระบบรัฐ กล่าวคือได้เกิดสมาชิกใหม่ของระบบรัฐ
ในระหว่างครึ่งแรกของศตวรรษก่อนที่จะเริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1
จำนวนของรัฐในยุโรปได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 15 รัฐเป็น 25 รัฐ การแพร่กระจายของรัฐเกิดขึ้นใน 2 ทางด้วยกัน คือ
ในทางแรกนั้น คือ อย่างในกรณีของอัลเบเนีย และเซอร์เบียนั้น
รัฐใหม่เกิดขึ้นเพราะกลุ่มประชาชาติต่างๆแตกออกมาจากจักรวรรดิเก่า
ในทางที่ 2 นั้น ก็อย่างในกรณีของเยอรมนีและอิตาลีนั้น
หน่วยทางพื้นที่ขนาดเล็กกว่าได้รวมตัวกันเป็นประชารัฐสมัยใหม่ เมื่อมีการแพร่หลายของประชารัฐเกิดขึ้นเช่นนี้
ประเทศต่างๆในยุโรปซึ่งนำโดยประเทศที่มีอำนาจทางด้านการทหารมากๆก็ได้หาทางปกป้องตนเองและ
ทรัพย์สมบัติของตน
และเพื่อที่จะธำรงไว้ซึ่งการแบ่งสรรปันส่วนอำนาจที่มีอยู่เดิมในยุโรป
หรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงระบบเสียใหม่ใหม่โดยสถาปนาเครือข่ายของพันธมิตรซึ่งกระจายอยู่ทั่วยุโรปที่มีลักษณะยืดหยุ่นให้มีความกระชับมากขึ้นตลอดจนถึงในพื้นที่ที่อยู่นอกพื้นที่ยุโรปเพราะผลของการมีอาณานิคมอยู่ตามที่ต่างๆ
กลุ่มพันธมิตร(alliance) เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐของยุโรปมานานแล้ว อย่างไรก็ดีในอดีตพันธมิตรมีลักษณะยืดหยุ่น
ยกตัวอย่างเช่น
สหราชอาณาจักรมันนำตัวเองไปเข้าฝ่ายกับประเทศต่างๆอยู่เป็นประจำ
ตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19
ในความพยายามที่จะรักษาไว้ซึ่งการแบ่งสันปันส่วนของอำนาจตามที่เป็นอยู่นั้น(ซึ่งตามปกติแล้วฝ่ายที่ได้เปรียบก็คือ
สหราชอาณาจักร)
กลุ่มพันธมิตรสำคัญ 2 กลุ่มในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็คือ
กลุ่มพันธมิตร Triple Entente ประกอบด้วยสหราช
อาณาจักร ฝรั่งเศส และรัสเซีย
กับกลุ่มพันธมิตร Triple Alliance อันประกอบด้วยเยอรมนี
ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี กลุ่มพันธมิตรทั้ง 2 กลุ่มนี้มีลักษณะที่กระชับ
นอกจากนั้นแล้วหลายรัฐในกลุ่มพันธมิตรทั้ง 2 กลุ่มนั้นมักผูกพันกันด้วย
สนธิสัญญาลับกับรัฐอื่นที่ไม่ได้อยู่ทั้งในกลุ่มพันธมิตร Triple Entente และกลุ่มพันธมิตร Triple Alliance
เหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1
นั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยเรื่องมีอยู่ว่า ได้มีการลอบสังหาร Archduke Ferdinand แห่งออสเตรีย-ฮังการีที่เมืองซาราเจโว (Sarajevo) หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทางออสเตรีย-ฮังการีได้เรียกร้องให้เซอร์เบียยินยอมให้ออสเตรีย-ฮังการีเข้าไปในเซอร์เบียเพื่อค้นหาตัวผู้ลอบสังหารแต่ฝ่ายเซอร์เบียปฏิเสธคำขอนั้น
ทางออสเตรีย-ฮังการีได้ตระเตรียมการเดินทัพเข้าไปในเซอร์เบียแม้ว่าเซอร์เบียร์จะปฏิเสธคำขอก็ตาม
ข้างรัสเซียซึ่งมีข้อผูกพันตามสนธิสัญญาลับในการป้องกันเซอร์เบียก็ได้เริ่มเรียกระดมพล พระเจ้าซาร์
นิโคลาสในตอนแรกทรงมีคำสั่งเรียกระดมพลเพียงบางส่วนของกองทัพรัสเซีย โดยทรงมุ่งหวังว่าเพียงแค่จะทรงแสดงท่าให้ทางฝ่ายออสเตรีย-ฮังการีเห็นว่ารัสเซียจะปกป้องเซอร์เบียเท่านั้นเอง
แต่ทว่าผู้นำทางทหารของรัสเซียได้กราบทูลพระองค์ว่าการเรียกระดมพลเพียงบางส่วนเป็นการกระทำที่ขยักขย่อน
และได้กราบทูลให้พระองค์ทรงเรียกระดมพลเต็มที่อย่างฉับพลันเพราะการเรียกระดมพลของอัตราทำได้ช้ากว่ามหาอำนาจอื่น
พระเจ้าซาร์ นิโคลาสจึงได้ทรงกระทำตามคำกราบทูลของฝ่ายทหารดังกล่าว
ข้างเยอรมนีเมื่อเห็นรัสเซียประกาศระดมพลก็ได้เริ่มระดมพลของตนเองบ้าง ในขณะเดียวกันนั้นเองทางออสเตรีย-ฮังการี
ซึ่งกลัวว่าเยอรมนีจะหักหลังไม่ยอมเข้ามาช่วยออสเตรีย-ฮังการีในกรณีที่ออสเตรีย-ฮังการีมีความขัดแย้งกับรัสเซีย
ก็จึงได้ปฏิเสธที่จะตอบสนองต่อการติดต่อทางการทูตอย่างรีบด่วนจากเยอรมนีและได้กรีธาทัพเข้าไปในเซอร์เบีย
สงครามโลกครั้งที่ 1 จึงได้เริ่มต้นขึ้น
ความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามโลกครั้งที่ 1
ได้ทำลายล้างชีวิตทั้งเพศชายและเพศหญิงทั่วทุกหนทุกแห่ง การทำลายล้างจนเลือดนองแผ่นดินไปทั่วดำเนินไปเป็นเวลา
4 ปี
มีการประจานฝ่ายโน้นบ้างหรือฝ่ายนี้บ้างว่าเป็นผู้ก่อสงครามขึ้นอยู่กับว่ากันไปว่าฝ่ายไหนใช้รูปแบบแบใดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเป็นบรรทัดฐาน
ภายหลังสงครามยุติลงแล้ว มาตรการทั้งหลาย เช่น ระบบความมั่นคงร่วมกัน
กฎหมายระหว่างประเทศ
และการควบคุมอาวุธได้ถูกนำเสนอเพื่อใช้เยียวยาความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามสมัยใหม่ แต่ทว่าแนวคิดหนึ่งเดียวที่มีพลังมากที่สุดที่เกิดจากสงคราม
ก็คือหลักการของการตัดสินชะตาของตนเองแห่งประชาชาติ(national self-determination) ซึ่งเสนอโดยประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา
ภายใต้หลักการนี้ประชาชาติจะเป็นผู้กำหนดว่าใครคือผู้ที่จะมาปกครองพวกเขา ในทางทฤษฎีนั้น
การปกครองตนเองจะช่วยลดความต้องการรุกรานเพื่อขยายดินแดนและทำให้เกิดสงครามได้น้อย
และการตัดสินอนาคตของตนเองนี้ก็ยังจะช่วยส่งเสริมให้จำนวนของประชารัฐ(nation states) เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
จากผลของการยอมรับหลักการการตัดสินชะตากรรมของตนเองนี่เอง
จึงทำให้จำนวนของประชารัฐก้าวกระโดดมากขึ้นกว่า 35 รัฐในช่วงทศวรรษปี 1930 รัฐใหม่
6 รัฐ คือ ออสเตรีย เชโกสโลวะเกีย
ฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย และยูโกสลาเวีย
ได้ถูกสร้างขึ้นจากจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีเก่า
และก็ยังมีรัฐอื่นๆที่ถูกแยกออกมาจากจักรวรรดิรัสเซีย และจักรวรรดิรัสเซียก็พัฒนาการต่อมาเป็นสหภาพโซเวียต
ภายใต้ระบบอาณัติของสันนิบาตชาติ บรรดาดินแดนที่เยอรมันเคยยึดเป็นอาณานิคม
และดินแดนที่เคยอยู่ในอดีตจักรวรรดิออตโตมาน
ต่างก็ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชารัฐโดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการปกครองตนเองและการสร้างรัฐใหม่เพิ่มขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้เองในแอฟริกานั้น สหราชอาณาจักรจึงได้รับพื้นที่ส่วนใหญ่ของตันกันยิกาและแบ่งคาเมรุนและโตโกแลนด์กับฝรั่งเศส
ส่วนสหภาพแอฟริกาใต้ก็เป็นดินแดนอาณัติแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ สำหรับในด้านตะวันออกกลางนั้น ฝรั่งเศสได้ซีเรียไป ส่วนอิรัก ทรานจอร์แดน และปาเลสไตน์ตกเป็นของสหราชอาณาจักร
ส่วนในด้านแปซิฟิก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่นได้ผลประโยชน์จากระบบอาณัติของสันนิบาตชาติ
สงครามโลกครั้งที่ 1
จึงได้ทำให้ระบบรัฐเกิดการสั่นสะเทือนและก็ยังเป็นการขยายพืชพันธุ์ให้แก่การแพร่หลายของประชารัฐเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคตอีกด้วย
การโจมตีต่อความชอบธรรมของกระฎุมพี
ในขณะที่การล่มสลายของการปกครองแบบราชวงศ์ในออสเตรีย-ฮังการีและจักรวรรดิออตโตมานได้กรุยทางไปสู่การก่อตั้งประชารัฐแบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้นนั้น
การล่มสลายของรัสเซียของพระเจ้าซาร์ได้นำไปสู่การก่อตั้งรัฐที่ประกาศตนเองว่าลักษณะทางพื้นฐานที่ใหม่
พระเจ้าซาร์ นิโคลาสที่ 2 ได้ทรงสละราชบัลลังก์ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917
พระองค์ได้ถูกแทนที่โดยรัฐบาลเฉพาะกาลซึ่งต้องการที่จะรักษารัสเซียไว้ในระหว่างสงครามและวางแผนว่าจะให้มีการเลือกตั้งเสรีตามรูปแบบของประชาธิปไตยเพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
แต่ทว่าในปี ค.ศ. 1917 พรรคบอลเชวิกภายใต้การนำของ วี. ไอ.เลนิน
ได้เข้ายึดอำนาจและประกาศการจัดตั้งรัฐโซเวียตภายใต้การควบคุมของชนชั้นกรรมาชีพของรัสเซีย
ลัทธิบอลเชวิกนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของลัทธิมาร์กซิสต์ของรัสเซีย
พวกมาร์ซิสต์มีความเห็นว่า ประวัติศาสตร์ทั้งปวงล้านเป็นการบันทึกของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นทั้งนั้น
และรัฐเป็นเพียงเครื่องมือที่ชนชั้นที่แข็งแรงที่สุดใช้เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถานะของตนและเอารัดเอาเปรียบชนชั้นที่อ่อนแอกส่า
ภายใต้ระบบทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยทางด้านการผลิตนั้น
ชนชั้นที่เข้มแข็งที่สุดประกอบด้วยบุคคลทั้งหลายที่เป็นเจ้าของปัจจัยทางด้านการผลิต
หรือพวกกระฎุมพี(bourgeoisie) ดังนั้นพวกกระฎุมพีนี้จึงใช้รัฐเพื่อดำรงไว้ซึ่งสถานะแห่งอำนาจของตนและเอารัดเอาเปรียบชนชั้นผู้ใช้แรงงาน
หรือชนชั้นกรรมาชีพ(proletariat) เลนินจึงได้บอกว่าลัทธิทุนนิยม(capitalism) จะนำไปสู่จักรวรรดินิย(imperialism) และสงคราม(war)โดยตรง
เลนินได้สรุปว่า เมื่อโค่นล้มลัทธิทุนนิยมได้แล้วการเอารัดเอาเปรียบกัน
ลัทธิจักรวรรดินิยม และสงครามก็จะหายไป
พรรคบอลเชวิกซึ่งในที่สุดแล้วก็ได้กลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต
ได้ประกาศตนเองว่าเป็นโฆษกของชนชั้นกรรมาชีพของรัสเซีย เลนินและพรรคของเขาถือว่า
การยึดอำนาจของพวกเขาได้สำเร็จครั้งนี้เป็นตัวอย่างในครั้งแรกว่าชนชั้นกรรมาชีพได้เข้าควบคุมรัฐ
ในรัสเซียพวกบอลเชวิกมีความเชื่อว่าการปกครองที่ไม่ชอบธรรมของชนชั้นกระฎุมพีได้สิ้นสุดลงแล้วและการการเอารัดเอาเปรียบของมนุษย์โดยมนุษย์ก็จะยุติลง
พวกบอลเชวิกบางคนคาดหวังว่า
การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพนี้คงจะเกิดขึ้นทั่วยุโรป ในเยอรมนี และฮังการี
รัฐบาลมาร์กซิสต์ยึดอำนาจได้ในช่วงเวลาสั้นๆแต่ในไม่ช้าก็ได้ถูกโค่นล้ม
ด้วยเหตุนี้สหภาพโซเวียตจึงเป็นรัฐสังคมนิยมเพียงรัฐเดียวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่
1 หรืออย่างที่เลนินพูดไว้ว่า “รัฐรูปแบบใหม่เพียงรัฐเดียว”(the only
state of new type) และโจเซฟ
สตาลิน ผู้สืบทอดคนต่อมาของสตาลิน ได้ตีความในข้อนี้นี้ว่าเป็น”วงล้อมของลัทธิทุนนิยม(capitalist
encirclement) “
ข้างผู้นำของรัฐอื่นๆมีความเห็นว่า”รัฐรูปแบบใหม่นี้” เป็นภัยคุกคามที่ใหม่และมีความรุนแรงต่อประชาคมระหว่างประเทศจึงได้ทำการปราบปรามรัฐที่ว่านี้
พวกผู้นำเหล่านี้ได้ขยายการสนับสนุนที่เคยให้อย่างจำกัดแก่กลุ่มชาวรัสเซียที่ทำการต่อต้านบอลเชวิกและกลุ่มเล็กๆของชาวยุโรปตะวันตก
กำลังรบของสหรัฐอเมริกาและของญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในจักรวรรดิเดิมของพระเจ้าซาร์
อย่างไรก็ตามภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว
ไม่มีรัฐใดที่เข้าไปแทรกแซงเอจริงเอาจังกับความขัดแย้งนี้และในที่สุดก็ได้ถอนกำลังออกมา
การโฆษณาชวนเชื่อและการกระทำของสหภาพโซเวียตได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่รัฐอื่นๆ
การโฆษณาชวนเชื่อของสหภาพโซเวียตได้ยืนยันถึงความเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลที่”เอารัดเอาเปรียบ” ของรัฐอื่นๆ
และได้เรียกร้องให้ชนชั้นกรรมาชีพของชาติอื่นๆได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านผู้กดขี่ข่มเหงของพวกเขา
ในปี ค.ศ. 1920 กองกำลังของบอลเชวิกได้รุกรานโปแลนด์และพยายามที่จะสถาปนา”เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ”(proletariat
dictatorship)ที่นั่นแต่กระทำได้ไม่สำเร็จ
แม้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อและการกระทำของสหภาพโซเวียตจะลดแนวทางปฏิวัติลงมาบ้างในช่วงทศวรรษปี
1920 แต่ความเป็นศัตรูกันก็ยังคงมีอยู่ระหว่างสหภาพโซเวียตกับรัฐอื่นๆตลอดช่วงทศวรรษปี
1920 และทศวรรษปี 1390 ความชอบธรรมของกระฎุมพีจึงได้ถูกท้าทายและรัฐแบบใหม่ตามที่กล่าวอ้างเอาเองก็ได้เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต
ข้อเท็จจริงนี้จะมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่ออนาคตของระบบรัฐระหว่างประเทศ
ในทำนองเดียวกันนี้
ในเยอรมนีก็มีรัฐที่อ้างว่าเป็นแบบใหม่อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นอีกเหมือนกัน กล่าวคือ
ลัทธิสังคมนิยมแห่งชาติ (national socialism) หรือ
ลัทธินาซี(Nazism) ได้สอนในเรื่องปรัชญาของการขยายดินแดน
ทั้งนี้โดยตั้งอยู่บนรากฐานของทฤษฎีความสูงส่งของเผ่าพันธุ์ (อารยัน)
และความด้อยกว่าของคนที่ไม่ใช่คนเยอรมัน
เป็นลัทธิที่โจมตีทั้งต่อคนที่ไม่เป็นคนเยอรมันและต่อระบบประชารัฐ ทั้งนี้ก็เพื่อจะทำให้ยุโรปและพื้นที่อื่นๆตกเป็นประเทศราชของฮิตเลอร์และอาณาจักรของเขา
สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปจึงเป็นผลมาจากการรุกรานของฮิตเลอร์ต่อระบบรัฐในยุโรป
การแพร่กระจายของรัฐในช่วงที่ 2
อย่างที่เคยกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นว่า สงครามโลกครั้งที่ 1
ได้ทำลายจักรวรรดิของยุโรปแบบเก่า คือ ออสเตรีย-ฮังการี รัสเซียของพระเจ้าซาร์ และจักรวรรดิออตโตมาน
และได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของรัฐใหม่ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏการณ์คล้ายคลึงกันนั้นก็ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐต่างๆในยุโรปได้ให้เองหรือถูกบีบบังคับให้ต้องให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคมเดิมของพวกเขา เมื่อถึงปี ค.ศ. 1980
จักรวรรดิของยุโรปก็ได้กลายเป็นอดีตยกเว้นบ้างก็แต่บางดินแดนซึ่งมีประชากรพำนักอาศัยอยู่น้อยกว่า 100,000
คนซึ่งยังขึ้นอยู่กับเจ้าอาณานิคมเดิมอยู่แต่ก็มีเพียง 40 แห่งเท่านั้นเอง
หลังจากจักรวรรดิของเบลเยียม จักรวรรดิของอังกฤษ จักรวรรดิของฝรั่งเศส
จักรวรรดิของโปรตุเกส และจักรวรรดิของสเปนได้ล่มสลายไปแล้วนั้น
รัฐในรูปแบบของยุโรปก็ได้เกิดขึ้นมาอีกมากมาย
จำนวนของรัฐเหล่านี้เพิ่มขึ้นมามากเป็นอย่างยิ่งในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่
2
เฉพาะในทวีปแอฟริกาเพียงทวีปเดียวก็ได้มีรัฐใหม่เกิดขึ้นมากกว่า 50
รัฐ
รัฐที่เกิดขึ้นมาใหม่เหล่านี้บางรัฐก็ยังผูกพันอยู่กับเจ้าอาณานิคมเดิมของตน
ทั้งนี้ก็โดยเหตุผลทางเศรษฐกิจบ้าง โดยเหตุผลทางด้านจิตวิทยาบ้าง
หรือโดยเหตุผลทางด้านวัฒนธรรมบ้าง
แต่ก็มีหลายกรณีที่รัฐบาลของดินแดนที่ได้เอกราชใหม่ได้
ปฏิเสธที่จะมีความผูกพันกับเจ้าอาณานิคมเก่า
ดังนั้นลัทธิล่าอาณานิคม (colonialism) ก็จึงเป็นพาหะที่นำไปสู่การแพร่กระจายของรัฐในครั้งที่
2 นี้ นอกจากนั้นแล้วลัทธิล่าอาณานิคมนี้ก็ยังได้ทิ้งร่องรอยอย่างอื่นเอาไว้อีกเหมือนกัน กล่าวคือ ดินแดนอาณานิคมเก่า ซึ่งก็คือบรรดารัฐที่ได้รับเอกราชมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่
2 นี้ ก็คือประเทศของโลกที่กำลังพัฒนา(Developing
World) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าประเทศที่ยากจนของโลกนั่นเอง
ถึงแม้ว่าการรับรู้ในเรื่องสาเหตุของความยากจนนั้นจะแตกต่างกันออกไป แต่ผู้สันทัดกรณีบางคนได้ปฏิเสธข้อยืนยันที่ว่า
ความไม่เท่าเทียมกันในด้านความมั่งคั่งที่มีอยู่ระหว่างรัฐ”ฝ่ายเหนือ” (คือ รัฐอุตสาหกรรมที่มีมานานและมีที่ตั้งอยู่ในซีกโลกทางด้านเหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป(Northern Hemisphere) กับรัฐ”ฝ่ายใต้” (คือ รัฐของโลกกำลังพัฒนา ที่มีที่ตั้งอยู่ในซีกโลกทางด้านใต้เส้นศูนย์สูตรลงมา
(Southern Hemisphere) เป็นทั้งสาเหตุแห่งความวิตกกังวลและความขัดแย้งที่จะบังเกิดขึ้น
ในทำนองเดียวกันนั้นในรัฐที่ได้รับเอกราชใหม่หลายรัฐ
เขตแดนของอาณานิคมเก่าก็ได้รับการยึดถือและปฏิบัติตามตั้งแต่รัฐใหม่ได้รับเอกราชมา ในบางกรณีปรากฏว่า
เมื่อปฏิบัติตามแนวของเจ้าอาณานิคมเดิมนั้นแล้ว ประชาชาติ
หรือชนเผ่าหนึ่งได้พบว่าพวกตนถูกแยกออกไปอยู่ในหลายรัฐ
แต่ในบางกรณีก็ปรากฏว่าประชาชาติ
หรือชนเผ่าหนึ่งพบว่าตนเองไปอยู่ในรัฐที่มีหลายเชื้อชาติ กลายเป็นชนกลุ่มน้อย
และไม่มีอำนาจที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น
ลัทธิอาณานิคมจึงไม่เพียงแต่นำไปสู้การแพร่กระจายของรัฐครั้งที่ 2
เท่านั้นแต่ยังนำมาซึ่งพืชพันธุ์แห่งความไร้เสถียรภาพซึ่งแพร่ระบาดอยู่เป็นอันมากในโลกทุกวันนี้
การแพร่กระจายของรัฐในช่วงที่ 3
เมื่อยุคของการล่าอาณานิคมได้สิ้นสุดลงแล้ว
หลายคนได้สรุปว่าจำนวนของรัฐเอกราชในประชาคมระหว่างประเทศในช่วงทศวรรษปี 1980
ได้ถึงจุดสูงสุดที่เสถียรคืออยู่ที่จำนวน 170 รัฐ เพราะว่าตลอดช่วงทศวรรษปี 1980
จำนวนของรัฐที่ได้รับเอกราชเพิ่มขึ้นจากจำนวน 165 รัฐในปี ค.ศ. 1980 เป็นจำนวน 170
รัฐในปี ค.ศ. 1990 เท่านั้นเอง
ซึ่งก็นับว่าเป็นการเพิ่มจำนวนของรัฐในอัตราที่ลดลงจาก 35 ปีก่อน
ซึ่งในช่วงเวลาก่อนหน้านี้มีอัตราเพิ่มของรัฐใหม่อยู่ที่ 28 รัฐ
แต่หลายคนก็คาดการณ์ผิดพลาด
เพราะการต่อสู้ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมนั้นบางครั้งก็ทำให้กลุ่มประชาชาติต่างๆพยายามที่จะเก็บความแตกต่างและความแยกระหว่างกันเอาไว้ก่อนในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อเอกราชจากเจ้าอาณานิคม
และอันตรายของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันออก-ฝ่ายตะวันตกก็มักจะมีอิทธิพลบีบบังคับให้กลุ่มประชาชาติต่างๆยอมรับสภาวะที่พวกตนต้องเข้าไปอยู่ในรัฐที่ไม่ได้เป็นรัฐประชาชาติเดียวกับพวกตน
เมื่อจักรวรรดิอาณานิคมแบบเก่าได้สิ้นสุดลงในทศวรรษปี 1970
และความขัดแย้งระหว่างตะวันออกกับตะวันตกได้สิ้นสุดลงในช่วงต้นทศวรรษปี 1990 นั้น
ปัจจัย 2 อย่างข้างต้นที่ช่วยตรวจสอบยับยั้งลัทธิชาตินิยมก็ได้ถูกขจัดออกไปทั้งหมด
ผลที่ตามมาก็คือ ในช่วงต้นทศวรรษปี 1990
ได้เกิดการแพร่กระจายของรัฐอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก สหภาพโซเวียต ยูโกสลาเวีย
และเชโกสะโลวะเกียเกิดการล่มสลาย
การล่มสลายของสหภาพโซเวียตได้นำไปสู่การกำเนิดของรัฐประชาชาติ 15 รัฐ
ซึ่งแตกออกมาจากสาธารณรัฐเดิม 15 สาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต
การล่มสลายของสหภาพโซเวียตส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นโดยสันติ
แต่ก็มีบางแห่งมีความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างหมู่ประชาติต่างๆภายในสาธารณรัฐเดิมของสหภาพโซเวียตบ้าง ทั้งนี้เพราะบรรดากลุ่มชาติพันธุ์เล็กๆได้ทำการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชสำหรับพวกตนจากรัฐที่ได้รับเอกราชมาใหม่ๆอยู่หลายรัฐ
ด้วยเหตุนี้การล่มสลายของสหภาพโซเวียตจึงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของรัฐใหม่ๆมากกว่า
15 รัฐดังกล่าว
ในทำนองเดียวกันนั้น ในอดีตยูโกสลาเวีย
ในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ก็ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะมีรัฐใหม่เกิดขึ้นมากน้อยสักกี่รัฐ
สโลวีนียและมาซีโดเนียแยกออกมาได้โดยสันติ
แต่ทว่าโครเอเชียแยกออกมาแล้วเกิดสงครามกลางเมืองและมีผู้คนล้มตายในการสู้รบไปหลายพันคน
เหตุการณ์เลวร้ายมากที่สุดก็คือที่บอสเนียเมื่อประชาชนหลายหมื่นคนล้มตายเพื่อสงครามเกิดขึ้นภายหลังจากที่บอสเนีย-เฮอเซโกวินาพยายามที่จะถอนตัวออกจากยูโกสลาเวียเดิมที่ถูกครอบงำโดยชาวเซอร์เบีย
ตรงกันข้ามกับกรณีของเชโกสโลวะเกีย สามารถสลายตัวเองได้โดยสันติโดยแยกเป็นสาธารณะเช็ก
และสาธารณะสโลวัก
ดังนั้นเมื่อถึงต้นปี ค.ศ. 1993 มีอย่างน้อย 21 รัฐ
ได้แตกแยกออกมาจากดินแดนของ 3 รัฐเมื่อ 2 ปีก่อนเท่านั้นเอง การต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อที่จะสร้างรัฐเอกราชปกครองตนเองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่สหภาพโซเวียต
ยูโกสลาเวีย และเชโกสโลวะเกียเท่านั้น
หากแต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆทั่วโลกที่ยังเริ่มต้นและเร่งเร้าผลักดันต่อสู้เพื่อเอกราชของพวกเขาจากรัฐต่างๆที่พวกเขาพำนักอยู่นั้น
บางครั้งการผลักดันและเร่งเร้าเหล่านั้นก็เป็นไปอย่างสันติอย่างเช่นในกรณีของพวกสก็อตที่พยายามจะแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักร
และพวกควิเบ็กที่พยายามจะแยกตัวออกจากแคนาดา
แต่ในหลายกรณีการผลักดันเหล่านั้นก็มีลักษณะความรุนแรง
อย่างเช่นในกรณีของพวกบาสก์ที่พยายามจะแยกตัวออกจากเสปน
พวกเคิร์ตที่พยายามจะสถาปนารัฐของตนเองแยกออกจากอิรักและตุรกี
หรือในกรณีของพวกซิกข์ที่พยายามจะแยกตัวออกจากอินเดีย
และยังมีตัวอย่างอื่นๆอยู่อีก เช่น ในกรณีของอังโกลา และอัฟกานิสถาน
เป็นที่แน่ชัดว่า
สงครามซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการพิจาณาว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันออก-ฝ่ายตะวันตก
แต่ได้วิวัฒนาการที่เกินเลยไปกว่านั้นอีก กล่าวคือ เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจแห่งประชาชาติและอัตลักษณ์ของพวกเขาเอง
จึงมีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่า
ประชาคมระหว่างประเทศได้เข้ามาสู่ยุคแห่งการแพร่หลายของประชารัฐช่วงที่ 3 แล้ว
ข้อเท็จจริงในข้อนี้มีศักยภาพที่จะทำให้ปีต่างๆที่เหลืออยู่ของคริสต์ศตวรรษที่ 20
เป็นยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงและยุคแห่งความไร้เสถียรภาพ
การแพร่กระจายของรัฐก็ยังได้นำไปสู่ปัญหาอย่างอื่นๆ กล่าวคือ
ความหลากหลายของจำนวนของหน่วยการวินิจฉัยสั่งการในโลก
ซึ่งเรื้องนี้ได้สร้างความซับซ้อนแก่การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างช่วงสูงสุดของการมีอาณานิคมของรัฐต่างๆในยุโรปนั้น
รัฐบาลของแต่ละรัฐในยุโรปจะพิจารณาถึงปฏิกิริยาของรัฐต่างๆเพียงแค่ 20-30
รัฐเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่พอถึงทศวรรษปี 1990 รัฐบาลต่างๆมีความจำเป็นต้องพิจารณาถึงปฏิกิริยาของรัฐต่างๆในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมากถึง
190 รัฐ
แม้ว่าบางรัฐจะมีความสำคัญมากกว่ารัฐอื่นๆต่อรัฐบาลหนึ่งๆและก็มีหลายรัฐที่อาจจะไม่ต้องนำมาพิจารณาก็จริง
แต่ประเด็นที่นำมาเสนอนี้ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า การแพร่กระจายของรัฐได้สร้างความซับซ้อนแก่การดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นอย่างมาก
ในปี ค.ศ. 1918 มีรัฐที่มีอยู่ในโลกเพียง 50 รัฐ และมี
ความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบทวิภาคีระหว่างรัฐต่างๆแค่ 1,225 รายการ เมื่อมีรัฐ 150 รัฐอยู่ทั่วโลก ก็จะมีความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบทวิภาคี
11,175 รายการ แต่พอมาถึงตอนนี้มีรัฐเพิ่มขึ้นมาเป็น 190 รัฐ
จำนวนของความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบทวิภาคีก็จะเพิ่มขึ้นมามากจนบานเบาะมากยิ่งขึ้น จึงกล่าวสรุปได้ว่า
ขณะนี้โลกได้มีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อนเพียงเพราะมีรัฐต่างๆเพิ่มขึ้นมามากอย่างเช่นทุกวันนี้
------------------------------------------------------------------------
ผลประโยชน์ของชาติ
ตลอดช่วงวิวัฒนาการของรัฐ
รัฐทั้งหลายต่างก็ไม่ให้การรับรองอำนาจที่เหนือกว่ารัฐ
และรัฐเป็นองค์กรที่ให้คำนิยามผลประโยชน์ของรัฐและเป็นผู้ตัดสินวิธีการที่รัฐจะพยายามเพื่อบรรลุถึงซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้นผลประโยชน์ของรัฐเรียกว่า
ผลประโยชน์ของชาติ (national interest) ส่วนวิธีการและการกระทำที่รัฐนำมาใช้ในความพยายามที่จะบรรลุถึงผลประโยชน์ของชาติเรียกว่านโยบายของชาติ
(national policy)
แนวความคิดเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติมีความคลุมเครืออย่างน่าเสียดาย
ในภายในรัฐใครคือผู้ให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ? ผลประโยชน์ของชาติเปลี่ยนแปลงเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนแปลงโดยสันติหรือว่าโดยการใช้กำลัง?กลุ่มใดหรือกลุ่มเหล่าใดภายในรัฐจะเป็นผู้กำหนดใครคือมิตรและใครคือศัตรูของรัฐ?เมื่อเกิดความขัดแย้งในภายในอย่างรุนแรงเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติทัศนะเกี่ยวกับผลประโยชน์และนโยบายใดจึงเป็นของชาติอย่างแท้จริง?รัฐในข้อเท็จจริงมีผลประโยชน์ระยะยาวที่ถูกกำหนดโดยภูมิศาสตร์
ฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ประชากร
ความผูกพันทางวัฒนธรรมและปัจจัยอื่นๆที่อยู่เหนือคำนิยามของผลประโยชน์ของชาติในระยะสั้นและในระยะปากลางซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเมืองของวันนั้นหรือไม่?และก็ยังมีคำถามอื่นๆที่ยังคลุมเครืออีกหลายอย่าง
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามในทางวิชาการมากที่เหมาะจะนำไปถามในห้องเรียนเสียมากกว่า
ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มต่างๆต่างอ้างถึงผลประโยชน์ของชาติเพื่อหาความชอบธรรมให้แก่นโยบายที่พวกเขาชื่นชอบ
ฮันนิบาลมีความเชื่อว่าผลประโยชน์ของชาติของคาร์เถจคือการทำสงครามกับโรม
เขาอาจจะถูกก็ได้แต่เพราะว่าเขาประสบความล้มเหลวในการเอาชนะโรมในสงครามปูนิค (Punic Wars) ในที่สุดพวกโรมันก็ได้บุกทำลายคาร์เถจ โจเซฟ
เจฟเฟอร์สันแม้ว่าจะได้ชื่อว่านิยมฝรั่งเศสและแม้ว่าเขาจะคัดค้านรัฐบาลกลางอย่างรุนแรงแต่พอได้ข่าวว่านโปเลียมีความต้องการจะเข้ายึดครองนิวโอเลียน์อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงลับกับสเปน
ก็ได้แจ้งไปทางจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสว่า สหรัฐอเมริกาพิจารณาเห็นว่าใครก็ตามที่เข้ายึดนิวออร์ลีนส์เป็น”ศัตรูโดยธรรมชาติและโดยอุปนิสัยของเรา” เจฟเฟอร์สันจึงได้ขยายอำนาจของรัฐบาลกลางอย่างฉับพลันโดยไม่เพียงแต่จะซื้อนิวออร์เลียนส์เท่านั้นแต่ยังจะซื้อหลุยเซียนาอีกด้วยอีก9 ปีต่อมาจักรพรรดินโปเลียนได้ตัดสินใจว่าผลประโยชน์ของชาติของฝรั่งเศสได้กำหนดให้พระองค์เริ่มรณรงค์ทำลายรัสเซีย
ผลประโยชน์ของชาติได้ถูกนิยามกันอย่างหลากหลายในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกัน
ในปี ค.ศ.1995ประธานาธิบดีคลินตันแห่งสหรัฐอเมริกามีความเชื่อว่า
ผลประโยชน์ของชาติของสหรัฐอเมริกาก็คือ การส่งทหารสหรัฐฯไปยังบอสนียเพื่อช่วยรักษาข้อตกลงสันติภาพที่เปราะบางที่นั่น
แต่ชาวอเมริกันอื่นๆจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วย
ในทำนองเดียวกันนั้นนายบอริส เยลต์ซินในปี ค.ศ.1995 มีความเชื่อว่า
ผลประโยชน์ของชาติของรัสเซียคือ การส่งกองทัพรัสเซียไปที่เชชเนียเพื่อป้องกันไม่ให้แบ่งแยกออกจากรัสเซีย
ซึ่งมีชาวรัสเซียเป็นจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเยลต์ซินแม้ว่ามันจะหมายถึงว่าเชชเนียจะได้เอกราชและในรัฐในยุโรปอีกหลายรัฐประชาชนก็ยังคงถกเถียงกันว่าความมีเอกภาพทางด้านการเมืองและทางด้านเศรษฐกิจภายในสหภาพยุโรปเป็นผลประโยชน์ของชาติของประเทศของของพวกเขาหรือไม่หรือ
ว่ามันจะเป็นจุดจบของของประเทศของพวกเขา
ต่อไปคือคำถามในข้อที่ว่า
อะไรคือผลประโยชน์ของชาติและใครคือผู้ที่ให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาตินี้? อะไรคือปัจจัยที่จะถูกนำมาพิจารณาเมื่อพยายามที่จะให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ? เมื่อมีรัฐอยู่มากกว่า 190
รัฐในทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ปัญหาเหล่านี้และปัญหาที่เกี่ยวข้องอื่นล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งบางทีปัญหาสำคัญมากที่สุดก็คือจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์เมื่อผลประโยชน์ของชาติถูกให้คำนิยาม? และต่างคนก็จะต่างให้คำตอบ
สำหรับบางคนก็จะบอกว่าบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจ (economic criteria) กล่าวคือ
นโยบายใดๆที่จะส่งเสริมสถานะทางเศรษฐกิจของรัฐก็จะถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ
การปรับปรุงดุลการค้าของประเทศ การเสริมสร้างฐานทางอุตสาหกรรมของประเทศ
การประกันการเข้าถึงน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานอย่างอื่น
หรือทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศ ล้วนแต่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ อย่างไรก็ตามบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจนี้ก็มักขัดแย้งกับบรรทัดฐานอย่างอื่น
ยกตัวอย่างเช่น
ประเทศหนึ่งควรที่จะดำเนินการค้ากับอีกประเทศหนึ่งต่อไปหรือไม่หากประเทศที่ 2
ใช้วัสดุที่ซื้อไปนั้นเพื่อปราบปรามประเทศอื่นๆ ? ปัญหาข้อนี้คือปัญหาของสหรัฐอเมริกาในช่วงไม่กี่ปีก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่2ในความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกากับเยอรมนีและกับญี่ปุ่น
ในทำนองเดียวกันนั้น
ประเทศที่หนึ่งพยายามที่จะรักษาการเข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุที่ประเทศที่2
มีอยู่หรือไม่หากว่าประเทศที่2
มีระบบสังคมภายในที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพลเมืองส่วนใหญ่ประเทศที่1? ข้อนี้เป็นปัญหาของสหรัฐอเมริกาในความสัมพันธ์กับแอฟริกาใต้เมื่อตอนที่มีนโยบายการแบ่งผิว (apartheid)
ในบางครั้งนั้นบรรทัดฐานทางอุดมการณ์ (ideological
criteria) ก็ได้ถูกใช้ให้เป็นตัวกำหนดที่สำคัญของผลประโยชน์ของชาติประเทศต่างๆส่วนใหญ่จะใช้อุดมการณ์ทั้งที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการเพื่อที่จะใช้อ้างหาความชอบธรรมและนโยบายของตน
ยกตัวอย่างเช่นในอดีตรัฐต่างๆที่ยึดลัทธิมาร์กซิสต์และเลนินิสต์โดยทั่วไปจะพิจารณาผลประโยชน์ของชาติคล้ายๆกันมาก
ในทำนองเดียวกันนั้น
รัฐต่างๆที่มีการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยในแบบตะวันตกก็มักจะเห็นผลประโยชน์ของชาติตนเป็นเหมือนๆกันส่วนรัฐยากจนในโลกที่กำลังพัฒนานั้นก็จะอยู่ในข้างเดียวกันในความพยายามที่จะปรับปรุงระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสียใหม่
แต่เมื่อครั้นเกิดการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งในสหภาพโซเวียตและในยุโรปตะวันออกและมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้วนั้น
บรรทัดฐานทางอุดมการณ์ก็มีความสำคัญน้อยลงในการต่อสู้เพื่อให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติในหลายรัฐ
บรรทัดฐานทางอุดมการณ์ยังคงผลักดันให้รัฐต่างๆยอมรับหนทางบางอย่างของการมองโลกการมองที่ผลประโยชน์ของชาติและในบางรัฐนั้นบรรทัดฐานทางอุดมการณ์ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดแต่เมื่อกล่าวโยรวมแล้วการใช้บรรทัดฐานทางอุดมการณ์ที่จะให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติได้ตกต่ำลงไป
การเสริมสร้างอำนาจ (augmentation of
power) เป็นอีกวิธีหนึ่งในการให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ อำนาจถูกนิยามโดย Hans J. Morgenthau ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนสำคัญของสำนักความคิดทางด้านสัจนิยมทางการเมือง(realpolitik)ว่าคือสิ่งที่ยินยอมให้รัฐสถาปนาและดำรงไว้ซึ่งการควบคุมรัฐอื่น
ดังนั้นนโยบายใดๆที่ส่งเสริมอำนาจของรัฐจึงถือว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ
และอำนาจนี้ก็อาจจะถูกเพิ่มพูนขึ้นมาได้ในหนทางต่างๆเช่น โดยการปรับปรุงความเข็มแข็งทางเศรษฐกิจ โดยการชักนำทางอุดมการณ์
หรือโดยการส่งเสริมขีดความสามารถทางการทหาร Morgenthau มีความเห็นว่าอำนาจจะทำให้รัฐดำรงอยู่ได้
และเพราะฉะนั้นการมีอำนาจจึงถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของทุกรัฐ
ความมั่นคงและหรือความได้เปรียบทางการทหาร (military security and/or advantage) คือ
บรรทัดฐานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการกำหนดผลประโยชน์ของชาติ
เมื่อกองทัพมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
รัฐต่างๆจึงเห็นว่าความมั่นคงทางทหารเป็นตัวกำหนดขั้นต่ำของนโยบายของชาติ
ผู้ที่สนับสนุนความมั่นคงทางทหารก็บอกว่า ความรับผิดชอบสำคัญของรัฐใดๆก็คือการให้ความปลอดภัยแก่ประชาชนของตนเองส่วน
ผู้ที่ให้การสนับสนุนในด้านความได้เปรียบทางการทหารก็บอกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้บรรลุถึงซึ่งความปลอดภัยก็คือการได้เปรียบทางการทหาร
ศีลธรรมและกฎหมาย (morality and
legality)ก็เป็นบรรทัดฐานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อจะพยายามกำหนดผลประโยชน์ของชาติ
ถึงแม้ว่าในหลายกรณีในเรื่องประเด็น “ถูก”หรือ”ผิด”นั้นอาจจะเห็นชัดในตอนแรก
แต่พอพิจารณาอย่างใกล้ชิดก็อาจจะมีลักษณะคลุมเครือก็ได้ในปี ค.ศ.1994
มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่สหรัฐอเมริกาจะบุกเฮติเพื่อนำประธานาธิบดี Jean-Bertrand Aristide ซึ่งได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของเฮติให้ได้กลับคืนสู่อำนาจ
นับได้ว่าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของการใช้ความพยายามที่จะให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติโดยใช้ศีลธรรมและกฎหมาย ในด้านหนึ่งนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าทหารของเฮติได้โค่นล้มประธานาธิบดีที่ผ่านการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์มาและได้ทำลายและละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวเฮติเป็นจำนวนมาก
แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นข้อเท็จจริงเหล่านี้จะทำให้สหรัฐอเมริกามีสิทธิที่จะรุกรานเฮติ
ทำการถอดถอนทหารออกจากอำนาจและนำประธานาธิบดีAristide กลับคืนสู่อำนาจหรือไม่? และสหประชาชาติในที่สุดได้ให้ความเห็นชอบให้มีการใช้”มาตรการทุกอย่างที่จำเป็น”เพื่อนำรัฐบาลที่ชอบธรรมคืนสู่อำนาจในเฮติโยใช้ข้ออ้างที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือไม่?
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีบรรทัดฐานอย่างอื่นที่นำมาใช้กำหนดผลประโยชน์ของชาติ
มีบางคนบอกว่าผลประโยชน์ของชาติควรจะถูกกำหนดโดยความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม(cultural affinity)กล่าวคือการให้คำนิยามผลประโยชน์ของรัฐให้เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของรัฐอื่นๆซึ่งมีภาษาหรือประเพณีเป็นอย่างเดียวกับรัฐนั้น
อีกพวกหนึ่งก็บอกว่าประเด็นในเรื่องทางชาติพันธุ์ (ethnic)หรือเผ่าพันธุ์
(race)ก็ควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผลประโยชน์ของชาติ
และก็ยังมีบุคคลอื่นๆที่เห็นว่าผลประโยชน์ของชาติว่าก็คือ
การกระทำที่จะทำให้ประเทศใดๆก็ตามสามารถกระทำการตัดสินใจทั้งปวงได้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ทางหาร หรือทางอื่นใดที่แสดงออกถึงความมีเอกราชอย่างเต็มที่
ต่อไปก็คือปัญหาว่าอะไรคือเกณฑ์ (count) ที่จะใช้ในการให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ? คำตอบของคำถามในข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ให้คำนิยาม
บางคนก็บอกว่าสิ่งที่เรียกว่าปัจจัยเชิงปรวิสัย (objective
factors)ตัวอย่างเช่น ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางทหาร
หรือขนาดของฐานทางทรัพยากร เป็นสิ่งสำคัญเมื่อจะทำการให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติ
อีกพวกหนึ่งก็บอกว่าปัจจัยเชิงอัตวิสัย(subjective
factors) ยกตัวอย่างเช่น ศีลธรรม
กฎหมาย หรืออุดมการณ์ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า
ดังนั้นผลประโยชน์ของชาติก็จะต้องมองว่าเป็นเป้าหมายของชาติที่คงที่ให้น้อยกว่าประมาณการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งบรรดาผู้นำของประเทศ
หรือปัจเจกบุคลหรือกลุ่มที่สำคัญอื่นๆภายในประเทศเห็นว่ามีความสำคัญ
แม้แต่ประเภทของรัฐบาลที่รัฐมีอยู่ก็อาจมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผลประโยชน์ของชาติของรัฐที่จะให้คำนิยาม ยกตัวอย่างเช่น
รัฐบาลที่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก
ก็มักจะพิจารณาในเรื่องของความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆที่มีอำนาจทางการเมืองภายใน
ส่วนรัฐบาลที่ปกครองตามระบอบอัตตาธิปไตยและเผด็จการก็จะนิยามผลประโยชน์ของชาติโดยคำนึงถึงความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ในภายในน้อย
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า
นโยบายต่างประเทศของรัฐที่มีการปกครองแบบอัตตาธิปไตยจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิวัติ
ในบางคราวพวกผู้นำในรัฐที่ปกครองตามระบอบอัตตาธิปไตยก็จะยอมผ่อนปรนกับความขัดแย้งในหมู่ของตนเองเพื่อตกลงกันให้ได้และเพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ดังนั้นผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นศัพท์ที่ยากนักที่จะทำความเข้าใจ
ในภายในรัฐแต่ละรัฐมีต่างคนและต่างกลุ่มให้คำนิยามผลประโยชน์ของชาติในทางที่แตกต่างกัน แม้แต่ว่าจะให้คำนิยามในเวลาเดียวกันก็ตาม
ผลประโยชน์ของชาติเป็นแนวความคิดที่ไม่มีความหมายเป็นสากล
แม้ว่าเรื่องผลประโยชน์ของชาตินี้จะมีความพกพร่องอยู่บ้างแต่ก็เป็นแนวความคิดที่มีประโยชน์
เพราะมันจะทำให้เราอย่างน้อยก็ได้เครื่องมือที่จะนำไปใช้ทำความเข้าใจถึงเป้าหมายที่รัฐต่างๆแสวงหาในกิจการระหว่างประเทศ
------------------------------------------------------------------------------
รัฐและดุลอำนาจ
การวางนโยบายที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ผู้กำหนดนโยบายแห่งชาติต้องเผชิญเมื่อพวกเขาจะดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ
นอกจากนั้นแล้วผู้กำหนดนโยบายก็จะต้องมีวิธีการที่เหมาะสมที่จะใช้ในการดำเนินนโยบาย
กล่าวให้ง่ายๆก็คือพวกเขาจะต้องมีอำนาจที่จะนำมาใช้เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ความหมายของอำนาจนี้เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณามากสักหน่อย
เฉพาะในที่นี้เราจะต้องลงในรายละเอียดเกี่ยวกับแนวความคิดของดุลอำนาจ (balance of power) เพราะว่าดุลอำนาจนี้มีบทบาทสำคัญทั้งที่มีบทบาททั้งในอดีตและปัจจุบันในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
ดุลอำนาจได้ถูกนำมาใช้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหลายรูปแบบ
ในบางกรณีนั้นดุลอำนาจมีความหมายว่า 2
รัฐมีขีดความสามารถย่างคร่าวๆแล้วเท่าเทียมกัน ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า”ดุลอำนาจมีอยู่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต”ข้อนี้หมายความว่าขีดความสามารถของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตอย่างคราวๆมีเท่าเทียมกัน
ส่วนในกรณีอื่นนั้นดุลอำนาจมีความหมายว่ามีความไม่สมดุลดังนั้นคำกล่าวที่ว่า”ดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาได้เปรียบอิรัก”ก็หมายถึงว่าขีดความสามารถของสหรัฐอเมริกามีมากกว่าขีดความสามารถของอิรักและดังนั้นจึงไม่มีดุลอำนาจระหว่าง
2รัฐนี้
ความหมายของดุลอำนาจทั้ง 2
อย่างข้างต้นแสดงถึงความสัมพันธ์ในแบบคงที่และไม่มีความเปลี่ยนแปลง
แต่ทว่าแนวความคิดของดุลอำนาจนี้ก็ยังถูกนำไปใช้เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นพลวัตและมีความเปลี่ยนแปลงดังนั้นเมื่ออิสราเอลเคลื่อนทัพเข้าไปในเลบานอนในระหว่างฤดูร้อนของปีค.ศ.1982
และได้ทำลายกองกำลังของซีเรียที่อยู่ในที่นั้นเป็นจำนวนมากและได้ผลักดันให้องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ออกไปจากเลบานอน”ดุลอำนาจในตะวันออกกลางจึงขยับเลื่อนไปทางอิสราเอล”ในแบบนี้ความไม่สมดุลของดุลอำนาจได้เข้าแทนที่ความสมดุลของอำนาจ
ลักษณะที่เป็นพลวัตของความหมายของดุลอำนาจอย่างที่ 3
นี้สามารถนำไปใช้ในการพูดถึงความเคลื่อนไหวจากความไม่สดุลของอำนาจไปสู่ความสมดุลของอำนาจได้
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสหภาพโซเวียตเสริมสร้างกำลังทหารของตนในระหว่างทศวรรษปี 1960
และทศวรรษปี 1980 อย่างนี้ ดุลอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตได้เคลื่อนที่ไปทางภาวะสมดุล(equilibrium)
แนวความคิดเรื่องดุลอำนาจนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้เฉพาะกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดง
(actors) 2ตัวเท่านั้นตัวแสดงหลายตัวหรือกลุ่มตัวแสดงหลายตัวก็อาจนำมามารวมอยู่ในนี้ด้วยก็ได้ดังนั้นก็จึงเป็นไปได้ที่จะดุลอำนาจระหว่างองค์การอย่างเช่นดุลอำนาจที่มีอยู่ระหว่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(North Atlantic Treaty Organization: NATO)กับกติกาสัญญาวอร์ซอ
(Warsaw Pact) ตลอดยุคหลังสงครามโลกครั้งที่
2 ในทำนองเดียวกันนั้นดุลอำนาจในระดับภูมิภาคและในระดับโลกก็อาจจะมีอยู่ได้เหมือนกันดังนั้นในตะวันออกกลางดุลอำนาจในระดับภูมิภาคบางทีก็บอกว่ามีอยู่ระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับเพื่อนบ้านทั้งหลาย
ลักษณะของแนวความคิดในเรื่องระบบดุลอำนาจในกิจการระหว่างประเทศนี้จำเป็นจะต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิดให้มากขึ้น
ภายหลังจากความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายของนโปเลียนในปีค.ศ.1815 แล้วนั้น
ระบบดุลอำนาจมีอยู่ในยุโรปจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่
1ลักษณะขั้นพื้นฐานของระบบดุลอำนาจนี้ก็คือการยอมรับโดยแต่ละรัฐบาลถึงความชอบธรรมของรัฐบาลชองประเทศอื่นๆ ความต้องการของรัฐบาลทั้งปวงที่จะดำรงไว้ซึ่งดุลภาวะของระบบแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะเพิ่มพูนอำนาจสูงสุดในฝ่ายของตนก็ตาม
ความชอบธรรมของรัฐบาลชองประเทศอื่นๆ
ความมีเจตจำนงของรัฐบาลส่วนใหญ่ที่จะเป็นพันธมิตรกันเพื่อสร้างดุลอำนาจ
และความยืดหยุ่นในฝ่ายของบางรัฐบาลที่จะปรับเปลี่ยนพันธมิตรของฝ่ายตนมาเข้าทางฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเมื่อระบบดุลอำนาจได้เริ่มมีความไม่สมดุล
ภายใต้ระบบดุลอำนาจนี้สหราชอาณาจักรโดยเฉพาะได้กระทำตัวเป็นผู้ถ่วงดุลในระบบระหว่างประเทศโดยเปลี่ยนแปลงจากกลุ่มของรัฐในยุโรปกลุ่มหนึ่งไปยังกลุ่มรัฐในยุโรปอีกกลุ่มหนึ่งตามแต่กรณีเพื่อรักษาระบบรัฐในยุโรปให้อยู่ในภาวะสมดุลกล่าวคือให้มีดุลอำนาจนั่นเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในในยุโรปจึงถูกดำเนินการเป็น”ระบบดุลอำนาจ”จากคริสต์ศตวรรษที่19
จนถึงเริ่มสงครามโลกครั้งที่1
สงครามโลกครั้งที่1ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องขั้นพื้นฐานในระบบดุลอำนาจเมื่อระบบดุลอำนาจล้มเหลวผลที่ตามมาก็คือความพินาศย่อยยับ
ระดับของความพินาศย่อยยับอย่างไม่น่าเชื่อในสงครามครั้งนี้ได้ทำให้รัฐต่างๆปฏิเสธระบบดุลอำนาจว่าเป็นพื้นฐานเพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ
ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่1รัฐที่ชนะสงครามได้หาทางจัดตั้งระบบของความมั่นคงร่วมกัน(collective security)ผ่านทางสันนิบาตชาติ (League of Nations) ซึ่งเป็นระบบที่เมื่อมีความก้าวร้าวรุกราน(aggression)โดยรัฐหนึ่งรัฐใดก็จะเกิดการตอบโต้จากรัฐอื่นทุกรัฐ
ความมั่นคงร่วมกันจึงจะบรรลุถึงได้ด้วยเหตุนี้
ความมั่นคงร่วมกันเมื่อได้เข้าแทนที่ระบบดุลอำนาจแล้วก็มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย
ใครคือผู้ให้คำนิยามความก้าวร้าว? อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าบางรัฐปฏิเสธที่จะต่อต้านการก้าวร้าวนั้น? อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าบางรัฐปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในสันนิบาตชาติ? ความไม่แน่นอนทั้งหลายทั้งปวงจึงได้บังเกิดขึ้น
และก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจที่สงคราม โลกครั้งที่ 2 ในยุโรปได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.
1939 ในช่วงเวลาเพียง
21ปีภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลง
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่2
ระบบระหว่างประเทศแบบใหม่ได้เกิดขึ้นทั้งนี้โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของรูปแบบดุลอำนาจในแบบง่ายๆ
ระบบนี้เป็นระบบโลก 2 ขั้ว (bipolar world) ซึ่งเป็นระบบแยกออกเป็น 2 ค่าย
โดค่ายหนึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา
และอีกค่ายหนึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สหภาพโซเวียต
ซึ่งแต่ละค่ายก็พยายามที่จะมีผลทางอำนาจและขีดความสามารถของอีกค่ายหนึ่ง โลกสองขั้วอำนาจนี้มีอยู่ตลอดช่วงทศวรรษปี 1940
และทศวรรษปี 1950 และได้ถูกครอบงำโดยการแข่งขันกันทางด้านอุดมการณ์ การแข่งขันกันทางด้านนิวเคลียร์ ความไม่ไว้ใจกันและความเป็นศัตรูกัน
โลกสองขั้วอำนาจและความหลากหลายของโลกสองขั้วอำนาจนี้ที่ตามมาเป็นโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศมาจนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี
ค.ศ.1991
มี 2 ประเด็นสุดท้ายที่จะนำมากล่าวเกี่ยวกับแนวความคิดของดุลอำนาจ
ประเด็นแรกก็คือ ยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “จะวัดอำนาจกันได้อย่างไร? ประเด็นแรกนั้น คือยังไม่มีคำตอบเพียงหนึ่งเดียวต่อคำถามที่ว่า ”เราจะวัดอำนาจได้อย่างไร” ในทีนี้จะพูดแต่เพียงว่ามีหลายหนทางที่จะใช้วัดและแสวงหาอำนาจยกตัวอย่างเช่น
ในระหว่างยุคของดุลอำนาจส่วนใหญ่ซึ่งมีอยู่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่19
ดุลอำนาจเกือบจะสรุปได้ว่าคือขีดความสามารถทางทหาร บทสรุปเช่นเดียวกันนั้นก็ยังหมายถึงยุคส่วนใหญ่ของสองขั้วอำนาจ
แต่ในปัจจุบันนี้ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
ตัวอย่างทางศีลธรรมและทางอุดมการณ์
ตลอดจนปัจจัยอื่นๆมักจะถูกนำมาอนุมานว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่าดุลอำนาจมีอยู่หรือไม่
ประเด็นที่ 2 ก็คือ
ไม่ว่าเราจะใช้คำจำกัดความของแนวความคิดของดุลอำนาจแบบใด จุดฟังคัม (fulcum =จุดสมดุล) มักถูกมองว่ามีจุดเดียว
หากมองในลักษณะนี้เมื่อมีการเพิ่มปริมาณของอำนาจเพียงเล็กน้อยเข้าไปที่ข้างใดข้างหนึ่งก็อาจจะเปลี่ยนสมดุลได้
อย่างไรก็ดีหากจุดฟัลคัมถูกกมองว่าเป็นพื้นที่ตอนกลางมีฐานกว้างๆมากกว่าที่จะเป็นจุดเดียว
การเพิ่มอำนาจเข้าไปมากๆที่ข้างใดข้างหนึ่งอาจจะไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสมดุลได้
ระดับของภัยคุกคามที่ผู้สันทัดกรณีและผู้กำหนดนโยบายเห็นเมื่อข้างหนึ่งในความสัมพันธ์แบบดุลอำนาจเพิ่มอำนาจขึ้นก็คือการเกิดฟังชั่นไม่เพียงแต่กับอำนาจเท่านั้นแต่ยังเกิดแก่ความกว้างของฟัลคัมอีกด้วย
รูปแบบทางแนวความคิด หรือรูปแบบของเครื่องมือวัดดุลที่เรานึกสร้างขึ้นมานี้อาจจะกำหนดระดับของสมดุลหรืออสมดุลที่เราเห็นได้แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่มีเครื่องมือเชิงปรวิสัยที่จะนำมาใช้กำหนดความกว้างของฟัลคัมที่พึงมีในโครงสร้างของดุลอำนาจ
อย่างไรก็ดี ดุลอำนาจได้เคยถูกใช้และยังถูกใช้อยู่อย่างกว้างขวางโดยผู้สันทัดกรณีและผู้กำหนดนโยบายว่าเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ได้
แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องอย่างไรแต่ดุลอำนาจนี้ก็ยังไม่มีอะไรเข้ามาแทนที่ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเท่า.
--------------------------------------------------
เครดิต : Daniel S. Papp, Contemporary International Relations, Allen and
Bacon, Fifth Edition, “The State, Nationalism, and the National Interest” , pp.
29-51, 1997.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น